
จากเหตุการณ์เครนลอนเชอร์ (Launching Crane) ก่อสร้างโครงสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงตกลงมาทับโบกี้รถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี ที่บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 14 มกราคม 2569 ส่งผลให้ขบวนรถไฟตกรางและเกิดเพลิงลุกไหม้ มีผู้เสียชีวิตรวม 22 ราย และบาดเจ็บ 55 ราย นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในไทย

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และศาสตราจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า โครงสร้างที่เกี่ยวข้องเป็น “โครงถักเหล็กเลื่อนตัวได้” หรือ Launching Truss ซึ่งใช้สำหรับก่อสร้างโครงสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงแบบเดินหน้าไปทีละช่วง โดยชิ้นส่วนที่ร่วงลงมาทับรถไฟไม่ใช่ตัวโครงหลัก แต่เป็น “ฐานรองรับ” (Support) ที่ติดตั้งอยู่ใต้โครงเหล็ก ซึ่งแต่ละชิ้นมีน้ำหนักมากถึง 20–30 ตัน
แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่ในเบื้องต้นมีข้อสันนิษฐานว่า อุบัติเหตุน่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่การก่อสร้างสะพานบางส่วนแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างการเคลื่อนย้ายเครนไปยังช่วงถัดไป หรือขณะกำลังย้ายฐานรองรับตัวกลางไปติดตั้งบนเสาต้นใหม่ ฐานรองรับดังกล่าวได้หลุดร่วงลงมากระแทกรถไฟที่กำลังแล่นผ่านด้านล่างพอดี ส่งผลให้รถไฟพลิกคว่ำ เกิดความสูญเสียอย่างร้ายแรง และแรงกระแทกยังทำให้โครงเหล็กเลื่อนหักพาดค้างอยู่บนโครงสร้างสะพาน
“ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดคือ วิธีการยึดฐานรองรับเข้ากับคานขวางของสะพานที่ก่อสร้างแล้ว ว่ามีความแข็งแรงเพียงพอหรือไม่ มีความผิดพลาดในการติดตั้งหรือขั้นตอนการทำงานหรือไม่ และเหตุใดโครงสร้างที่มีน้ำหนักมหาศาลเช่นนี้จึงสามารถร่วงหล่นลงมาได้” ศ.ดร.อมร กล่าว
ทั้งนี้ เหตุการณ์เครนลอนเชอร์ถล่มไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเคยเกิดขึ้นแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ได้แก่ การก่อสร้างสะพานทางยกระดับลาดกระบัง–อ่อนนุช ในเดือนกรกฎาคม 2566 และโครงการก่อสร้างทางยกระดับพระราม 2 ในเดือนพฤศจิกายน 2567 ซึ่งล้วนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่สาธารณะ ที่ยังคงเป็นคำถามใหญ่ต่อสังคมและหน่วยงานกำกับดูแล