สกสว.จับมือหน่วยงานด้านสาธารณสุข กำหนดทิศทางขับเคลื่อนงานวิจัย COVID-19 และโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ เร่งพัฒนางานวิจัยใช้ทันวิกฤต


เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุมสถานะงานวิจัยและแนวทางการขับเคลื่อนระบบวิจัย COVID -19 และโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (EID) ในระยะ 3 ปี โดยมีผู้แทนจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุมหารือถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัย COVID-19 รวมถึงการรับมือโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.)  กล่าวว่า จากการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ ทำให้ปัจจุบันเกิดการบูรณาการในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของภาคนโยบายและภาคปฏิบัติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนประกอบด้วย 1) กำหนดทิศทาง 2) พลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า 3) การทำงานร่วมกันของระบบ ซึ่งการขับเคลื่อนเรื่องการวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับ COVID -19 กสว.ทำหน้าที่มอบนโยบายในการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ทำให้เกิดการจัดสรรงบประมาณในรูปแบบใหม่ซึ่งมีความรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ ทำให้หน่วยรับงบประมาณสามารถสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบสนองกับสถานการณ์เร่งด่วนท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID -19 โดยทำงานร่วมกันกับศูนย์บริหารสถานการณ์ COVID -19 (ศบค.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทำให้เกิดการขับเคลื่อนในลักษณะของกลไกร่วมกัน  ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

รศ.ดร.ปัทมาวดี  โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สถานการณ์ COVID -19 ท้าทายกลไกการทำงานของระบบ ววน. ที่จะมีส่วนร่วมในการหาทางออกให้กับประเทศในปัจจุบัน และมองไปข้างหน้าในอีก 3 ปี แม้กองทุน ววน.จะสนับสนุนงบประมาณในการทำวิจัยและพยายามทำให้ระบบมีความยืดหยุ่นในการทำงาน แต่ในทางปฏิบัติพบว่ายังมีช่องว่างในการให้ทุน การตอบโจทย์ไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องสานพลังเพื่อการพัฒนา การประชุมครั้งนี้จะช่วยคลี่ภาพและแลกเปลี่ยน แนวนโยบายการขับเคลื่อนการทำวิจัย รวมถึงหารือร่วมกันว่าควรมีกลไกอย่างไรเพื่อให้ระบบวิจัยของประเทศตอบสนองความต้องการ ทั้งการตั้งโจทย์ การทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญ และจะเชื่อมโยงกับภาคเอกชนอย่างไร การจัดสรรงบที่รวดเร็ว และการสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้ สกสว. เครือข่ายวิจัย และหน่วยรับงบประมาณ ปรับปรุงการดำเนินงานให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤตได้ทันท่วงที

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะที่ปรึกษาด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ศบค. กล่าวระหว่างการเสวนาเรื่อง “ประเด็นวิจัยเร่งด่วนและการบูรณาการกลไกด้านการวิจัยให้ทันความต้องการของประเทศ” ว่าจากสภาพปัญหา COVID -19 กับการวิจัย มีช่องทางที่จะทำเพิ่มเติมมากมาย เพราะเป็นปัญหาใหม่ที่วิกฤตร้ายแรง ต้องใช้ความรู้ที่มีอยู่รวมกับความรู้จากภายนอกที่ต้องปรับเปลี่ยนบ่อยมาก ภายใต้สภาพเฉพาะของไทยทั้งด้านกายภาพ พันธุกรรม เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ การตัดสินใจทางนโยบายและระดับปฏิบัติการทั้งการควบคุม เยียวยา และฟื้นฟู จึงต้องมีทางเลือกและสมดุล สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น คือ ต้องมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ ผลที่ออกมาต้องทันการณ์และใช้การในความเป็นจริงได้ วิธีการวิจัยต้องถูกปรับให้ไวและนำไปใช้ประโยชน์

“การจัดการกับงานวิจัย สกสว.ต้องมีระบบข่าวกรองที่ดี นำข้อมูลต่าง ๆ มาเข้าร่วมในกระบวนการตัดสินใจตั้งเป็นคำถามวิจัย มีมาตรการการบริหารจัดการที่ทันเวลา นักวิจัยคนไหนทำงานได้ ถ้าเลือกคนผิดงานก็ไม่ออก นอกจากนี้ยังต้องมีความร่วมมือ และสื่อสารผลงานวิจัยสู่ผู้ตัดสินใจ นักวิชาการ ผู้ปฏิบัติ และประชาชน ทั้งนี้ระบบการบริหารจัดการต้องทำวิจัยร่วมกันเพราะเป็นปัญหาระดับโลก ทั้งการเฝ้าระวัง การรักษา  วัคซีน เชื่อมกับระบบเศรษฐกิจ แรงงาน พฤติกรรมทางสังคม สุขภาพจิต และการศึกษา” ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าว

ด้านศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการสาธารณสุข ศบค. กล่าวว่าปัจจัยของความสำเร็จในการขับเคลื่อนงานวิจัยต้องประกอบด้วย ความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัยจากสถาบันต่าง ๆ ภาครัฐ และหน่วยงานที่ดูแลกฎระเบียบ เช่น อย. เมื่อวิจัยแล้วต้องออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ให้ได้ ไม่เฉพาะในประเทศไทยแต่รวมถึงในภูมิภาคด้วย เราต้องดูตั้งแต่ต้นจนจบให้ครบ มีคนร่วมผลิต ศูนย์หรือสถาบันต่าง ๆ การถ่ายทอดเทคโนโลยี โรงงานต้นแบบ จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ ไม่ขึ้นหิ้ง และยังสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง ยาและวัคซีน อย่างไรก็ตามยังคงมีช่องว่างในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยาฟ้าทะลายโจรและกระชายขาว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งวิจัยและขยายผลให้ทันท่วงที

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เสนอให้ทำวิจัยแบบแซนด์บ๊อกซ์ในอนาคต ซึ่งจะต้องมีรูปแบบที่หลุดกรอบทั่วไปที่มีอยู่ให้สามารถระดมทีมจากหลายสถาบันเพื่อตอบโจทย์เดียวกัน โดยงานวิจัยชุดแรกที่ควรดำเนินการคือ โรคติดเชื้ออุบัติใหม่ เพื่อพิสูจน์การทำงานที่แข่งกันเวลา และมีกฎระเบียบหลายอย่างที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้งานวิจัยสามารถใช้ประโยชน์มากกว่าการตีพิมพ์


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

Save