วว. จับมือ บมจ.ไทยฟู้ดส์ ร่วมวิจัยนวัตกรรมโปรตีนจากพืชภายในประเทศใช้ผลิตเป็นส่วนผสมเนื้อสัตว์เทียม-อาหารฟังก์ชั่น ที่มีโภชนาการสูง


ปทุมธานี :สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยฟู้ดส์ วิจัยและพัฒนานวัตกรรมโปรตีนจากพืช โดยใช้วัตถุดิบในประเทศ  ตามกระบวนการวิจัยตามขั้นตอนที่ได้มาตรฐานสากลและยอมรับในตลาดการค้า เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบผลิตภัณฑ์สำหรับเป็นส่วนผสมของอาหาร  ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เทียม ผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชั่น ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ผ่านการทดสอบความปลอดภัยทดสอบประสิทธิภาพตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข   ตอบโจทย์ตามเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภค สร้างความความมั่งคงทางด้านอาหารอย่างยั่งยืน

ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวว่า วว. มีนักวิจัยที่มีเชี่ยวชาญ งานวิจัยและมีศูนย์วิจัยทางด้านผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารที่บูรณาการสร้างผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารที่เป็นอาหารทางเลือกที่มีคุณภาพตอบโจทย์ผู้บริโภคตามยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นอาหารสำหรับผู้รักสุขภาพต้องการควบคุมน้ำตาล ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยโรคและผลิตภัณฑ์ที่ให้โปรตีนสูงสำหรับเป็นส่วนผสมของอาหาร (Functional food Ingredients) ที่ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ คุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงผ่านการทดสอบความปลอดภัย/ทดสอบประสิทธิภาพตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับการการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาตลอดระยะเวลาการทำงานของ วว.ใน 57 ปีที่ผ่านมา

สำหรับร่วมมือครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมโปรตีนจากพืชฐานชีวภาพของไทย เพื่อผลิตเป็นอาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชันและพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ โดยนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาในอุตสาหกรรมอาหาร บูรณาการวิจัยภายในจากหลายส่วนทั้งจากวว. เอง จากทางมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านอาหาร ซึ่งเป็นพันธมิตรกับทาง วว. ซึ่งประกอบด้วย ทีมวิจัยและพัฒนาด้านเกษตรและอาหาร นักเภสัชวิทยา ทีมวิจัยด้านสัตว์ทดลอง ทีมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรม ร่วมวิจัยกับบริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG คาดว่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตร่วมกันประมาณกลางปี พ.ศ.2564 ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคทุกกลุ่มเข้าถึงในราคาที่จับต้องได้

เพชร นันทวิสัย (ขวา) รองประธานสายงานฟาร์มและพัฒนาคุณภาพ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG

เพชร นันทวิสัย รองประธานสายงานฟาร์มและพัฒนาคุณภาพ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG กล่าวว่า บริษัทฯก่อตั้งในปี พ.ศ.2544 ดำเนินธุรกิจด้านอาหารครบวงจร ตามแนวคิด “คุณภาพอาหาร คุณภาพชีวิต”  โดยได้ทำการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ทั้งดิบและสุก โดยในปี พ.ศ.2562 ส่งออกไปจำหน่ายประมาณ 60,000 ตัน จากการเลี้ยงไก่กว่า 3 ล้านตัวต่อปี และผลิตภัณฑ์เนื้อหมูขายในประเทศกว่า 1,000 ตันต่อปี จากการเลี้ยงสุกรกว่า 250,000 ตัวต่อปี โดยเน้นขายในประเทศเป็นหลัก และส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศยุโรปตลาดในญี่ปุ่น และจีน

ทั้งนี้บริษัทฯมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มอัตราเจริญพันธุ์ของไก่พ่อแม่พันธุ์ ยกระดับคุณภาพของไข่ไก่ที่ผลิตได้ เพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของไก่ระบบการทำฟาร์มไก่แบบระบบเกษตรกรแบบพันธะสัญญา และการเสริมสร้างสุขภาพอนามัยที่ดีของไก่และสุกร ทดลองปรับใช้สูตรอาหารสัตว์ต่างๆ อยู่เสมอ เพื่อพัฒนาให้อัตราเจริญพันธุ์ของไก่พ่อแม่พันธุ์สูงขึ้น และเพื่อพัฒนาคุณภาพของไก่และสุกรที่บริษัทจำหน่าย เป็นต้น

เพชร กล่าวว่า เพื่อขยายตลาดอาหารที่ผลิตจากไก่และหมูของบริษัทฯให้เป็นที่ยอมรับแก่คู่ธุรกิจการค้า กลุ่มผู้บริโภคต่างประเทศและในประเทศมากยิ่งขึ้น จึงได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับทาง วว.ในครั้งนี้ โดยเน้นใช้วัตถุดิบในไทยเป็นหลัก เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทย และที่สำคัญทำให้คนไทยสามารถบริโภคอาหารโปรตีนจากพืช ในราคาที่ถูกกว่าการนำเข้ามาจากต่างประเทศ และได้รับคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่าเนื้อจริงโดยผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชสไตล์ใหม่จะใช้วัตถุดิบพืชที่หลากหลายมากขึ้น ผสานกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยขึ้น เพื่อให้ได้รสชาติ และรสสัมผัสที่ “เสมือนจริง” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้รักสุขภาพและกลุ่มผู้สูงอายุที่มีเพิ่มมากขึ้น

“ที่สำคัญในช่วง COVID-19 ส่งออกได้น้อยลงประกอบกับความต้องการอาหารในประเทศเพิ่มขึ้น บริษัทฯจึงปรับนโยบายการขยายตลาดในประเทศรองรับเพิ่มมากขึ้น เบื้องต้นบริษัทฯ วางแผนจะเปิดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้จากความร่วมมือในครั้งนี้ให้กับร้านอาหารภายในประเทศ พร้อมกระจายผลิตภัณฑ์ให้ประชาชนทั่วไป ภายในกลางปี พ.ศ. 2564 และส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศประมาณช่วงปลายปี พ.ศ.2564 เป็นต้นไป ” เพชร กล่าว

ด้านราคาของผลิตภัณฑ์นั้นจะดูความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในประเทศที่นำมาเป็นส่วนผสมในการผลิตเป็นหลัก แต่คาดว่าราคาจะไม่สูงจนผู้บริโภคซื้อบริโภคไม่ได้     ในอนาคต บริษัทฯ จะร่วมวิจัยผลิตภัณฑ์อาหารจากไก่และสุกรอื่นๆ กับทาง วว. เพิ่มเติม โดยพิจารณาจากความต้องการของตลาดของผู้บริโภคและเทรนด์อาหารในแต่ละช่วงประกอบกัน