พบกับ Engineering Today ปี 2561 โฉมใหม่ ทันสมัยด้วยเนื้อหาก้าวทันเศรษฐกิจยุคดิจิทัล พร้อมจัดเต็มเนื้อหา 4 สี และ 2 สีทั้งเล่ม และอย่าลืมติดตามข่าวสารทางด้านวิศวกรรม เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่อัพเดททุกวันได้ที่ FB: Engineering Today
วันพุธที่26
ธันวาคม 2561

» สกว. จับมือ มทร.สุวรรณภูมิ นำงานวิจัยพัฒนาเชิงพื้นที่เป้าหมาย 4 ตำบลในภาคกลาง


สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) นำกระบวนวิธีการวิจัยพัฒนาเชิงพื้นที่เป็นเป้าหมาย 4 ตำบลในจังหวัดภาคกลาง ได้แก่ ตำบลทับน้ำ ตำบลบางปะอิน ตำบลวังยาง และตำบลเกาะเกร็ด เพื่อสร้างฐานความมั่นคงด้านอาชีพและฐานทรัพยากรในชุมชน

ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านยุทธศาสตร์วิจัยเชิงพื้นที่ กล่าวว่า สกว.ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) นำกระบวนวิธีการวิจัยเชิงพื้นที่เป็นเครื่องมือ ABC (Area-Based Collaborative Research for Development ) ของ สกว.ในการวางระบบวิจัยร่วมกัน และจัดการงานวิจัยตั้งแต่ต้นทาง เช่น การกำหนดโจทย์วิจัย การพัฒนาโครงการ การจัดการเพื่อให้งานสอดคล้องกับบริบทและเงื่อนไขของการใช้งาน และการนำผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ โดยให้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ใช้ประโยชน์ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาข้อเสนอของโครงการและร่วมติดตามผลการทำงาน สร้างฐานความมั่นคงด้านอาชีพและฐานทรัพยากรในชุมชนและหลักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในพื้นที่เป้าหมาย 4 ตำบลในจังหวัดภาคกลาง ได้แก่ ตำบลทับน้ำ อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี และตำบลเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อให้พื้นที่ ชุมชน ชาวบ้านมีความแข็งแรงสามารถมีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างยั่งยืน และพร้อมที่จะเป็นชุมชนต้นแบบสำหรับชุมชนอื่น ๆ นำไปพัฒนาต่อยอดสร้างชุมชนต่าง ๆ ในประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งต่อไป

ABC ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ชุมชน

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า ABC คือการได้เรียนรู้เครื่องมือและวิธีการจัดการงานวิจัยแบบใหม่ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานวิจัยในมหาวิทยาลัย เดิมนักวิจัยต่างคนต่างทำตามศาสตร์ที่ตนเองถนัด พูดคุยกันเองในกลุ่มของนักวิจัย ไม่ได้คำนึงว่า เมื่อวิจัยเสร็จแล้วงานจะเกิดประโยชน์ด้านใดกับใคร มาเป็นการทำงานวิจัยที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง นักวิจัยร่วมกันทำงานเป็นทีม มีอาจารย์นักวิจัยจากหลายสาขา ต่างคณะ ซึ่งเดิมไม่รู้จักกันก็มีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน นอกจากนี้นักวิจัยยังต้องทำงานร่วมกับภาคีในพื้นที่ เช่น ชาวบ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด มีการพัฒนาระบบผู้ประสานงานวิจัยในพื้นที่ เพื่อให้นักวิจัยต่างสาขาได้ทำงานตามเป้าหมายที่ร่วมกันตั้งไว้ มีกระบวนการติดตามช่วยเหลือและประเมินคุณภาพงานวิจัยจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมาก ต่างจากเดิม ซึ่งไม่มี เมื่อนักวิจัย ได้รับทุนทำวิจัย ใช้งบประมาณทำงานจบงานวิจัยแต่ละพื้นที่ สิ้นปีส่งเล่มรายงานถือว่าทำงานสำเร็จ

เมื่อมีระบบติดตามช่วยเหลือนักวิจัย โดยให้นักวิจัยมารายผลการวิจัยทุก ๆ 3 - 6 เดือน และมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วย ABC มาให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนางานให้นักวิจัยเกิดมุมมองใหม่ๆ ที่กว้างขึ้น รอบด้านขึ้นตอบโจทย์คนในพื้นที่จริง ๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ผู้ทำการวิจัยและชุมชนต่าง ๆ ให้มีความใกล้ชิดมากขึ้นเสมือนพี่ช่วยน้องให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ สร้างอัตลักษณ์ สร้างรายได้ สร้างการเรียนรู้ให้เกิดเป็นห่วงโซ่การเรียนรู้ที่ทุก ๆ พื้นที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมต่อไป

มทร.สุวรรณภูมิร่วมทำงานวิจัยกับสกว. 3 ปี ครอบคลุม 3-4 โครงการ

ผศ.ไพศาล บุรินทร์วัฒนา อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) กล่าวว่า มทร.สุวรรณภูมิให้ความสำคัญกับงานวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ร่วมกับ สกว.มาอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยดำเนินโครงการในพื้นที่อยู่ 3-4 โครงการ เช่น งานวิจัยเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ, การพัฒนาสิ่งแวดล้อมและฟื้นฟูประเพณีโบราณของชุมชน, การสร้างมูลค่าเพิ่มให้เห็ดตับเต่าโดยการแปรรูป เป็นต้น ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าว ใช้กระบวนการงานวิจัยใหม่ที่ต้องเอาโจทย์ของพื้นที่เป็นตัวตั้ง นอกจากเงินสนับสนุนจากทาง สกว.จำนวนหนึ่งที่ใช้ในการดำเนินแต่ละโครงการแล้ว มทร.สุวรรณภูมิก็ได้นำเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยใส่ในกองทุนส่งเสริมงานวิจัย และจัดสรรเงินจากกองทุนปีละ 2-3 ล้านบาท ตั้งเป็นงบสนับสนุนงานวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่โดยเฉพาะ และนำหลักพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคมเป็นกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย เพื่อตอบโจทย์การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

แม้ในระยะแรกที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ ทั้งอาจารย์นักวิจัยของเราต้องใช้เวลา แรงกาย และแรงใจอย่างมาก เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคย แต่เมื่อปรับแล้วผลงานที่ได้ทำให้ทุกคนมีความสุขที่ได้ทำงานที่เป็นประโยชน์ เป็นงานที่ใช้ได้จริงไม่ขึ้นหิ้ง ผลที่ได้ทุกภาคส่วนที่ลงมือ ลงแรง ลงเงินสนับสนุนต่างมีความสุขประสบผลสำเร็จ ชุมชน ชาวบ้านมีความมั่นคงในอาชีพ เช่น พื้นที่ตำบลทับน้ำ อำเภอบางปะหัน และ ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิมจังหวัดมีแผนให้เป็นพื้นที่นำร่องโครงการจังหวัดบูรณาการ ซึ่ง มทร.สุวรรณภูมิเข้าไปทำงานข้อมูลพื้นฐาน วิจัยและพัฒนา ตามบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัย

“โดยในพื้นที่ ตำบลทับน้ำ งานวิจัยทำให้ได้ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มอาชีพในตำบล และได้นำไปให้ อบต.ใช้ทำแผนพัฒนาตำบล และมีข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในตำบล เกษตรกรมีการรวมกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตมันเทศคุณภาพและหาช่องทางตลาดใหม่ เกิดกลุ่มแปรรูปมันเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าและมีความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจ” อธิการบดี มทร.สุวรรณภูมิ กล่าว

พัฒนาพื้นที่ตำบลสามเรือน มีเห็ดตับเต่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตร

สำหรับพื้นที่ตำบลสามเรือน มีเห็ดตับเต่าที่ขึ้นในดงโสนเป็นทรัพยากรชีวภาพสำคัญ งานวิจัยช่วยให้เกิดการพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตร มีการนำศักยภาพชุมชนด้านภูมิปัญญา ประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน ใช้เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยว และบริหารจัดการโดยชุมชน เกิดกลุ่มอาชีพเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว เช่น กลุ่มจัดการที่พักแรมโฮมสเตย์ กลุ่มแปรรูปเห็ดตับเต่า เกษตรกรสามารถยืดอายุการเก็บรักษาเห็ดสดเพื่อลดความเสี่ยงจากราคาต่ำในช่วงผลผลิตล้นตลาดและแปรรูปเห็ดตับเต่าจำหน่ายนักท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มมูลค่า และมีการจัดแปลงผลิตให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน โมเดลการจัดการงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ที่ดำเนินการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังได้ขยายผลไปใช้ในจังหวัดสุพรรณบุรี และนนทบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์พื้นที่หรือวิทยาเขตของ มทร.สุวรรณภูมิอีกด้วย

นอกจากผลสัมฤทธิ์ด้านงานวิจัยที่เน้นงานวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่แล้ว ตลอดระยะเวลาการทำงานวิจัยกับหน่วย ABC ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการงานวิจัยของ มทร.สุวรรณภูมิอีกหลายมิติ เช่น การพัฒนาข้อเสนอโครงการโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง, กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม, การใช้ระบบผู้ประสานงาน, การติดตามช่วยเหลือนักวิจัย, ระบบประเมินงานวิจัย, การนำความรู้และเครื่องมือวิจัยใหม่ ๆ เข้าไปสู่ชั้นเรียน, การพัฒนานักวิชาการรับใช้สังคม เป็นโมเดลให้ชุมชนพื้นที่อื่น ๆในประเทศไทยนำไปปรับใช้ และการสร้างแรงจูงใจด้วยการให้รางวัลกับนักวิจัยที่มีผลงานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ ให้รางวัลนักบริการวิชาการที่สร้างผลกระทบต่อชุมชน สังคม เพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยไปทำงานกับร่วมกับชุมชนมากขึ้น

แปรรูปเห็ดตับเต่าด้วยงานวิจัย

ดร.วิจิตรา เหลียวตระกูล นักวิจัยเชิงพื้นที่จากคณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) กล่าวว่าโครงการส่งเสริมศักยภาพการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเห็ดตับเต่าแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนตำบลสามเรือนโดยการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ภายใต้กรอบวิจัยเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ของชุมชนโดยประสานงานผ่านอบต.สามเรือน และชาวบ้านที่ต้องการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน ใช้ระยะเวลาในการวิจัยถึง 3 ปี โดยนำความรู้วิทยาศาสตร์การแปรรูปไปให้ชาวบ้าน นำปัญหาของชาวบ้านมาวิจัยต่อในห้องทดลอง เริ่มต้นปีแรก ประมาณช่วงปลายปี พ.ศ. 2558 ได้นำความรู้เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้ามาแนะนำ จากนั้นในปีที่ 2 เริ่มสอนการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ให้ชาวบ้านได้เรียนรู้เรื่องสุขาภิบาล ทำอย่างไรให้อาหารปลอดภัย เรื่อง 5 ส. ส่วนปีที่ 3 ทำเรื่อง By Product จากตัวกระบวนการแปรรูป เช่น น้ำทิ้งจากการลวกเห็ด การตัดแต่งตัวเห็ด ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้อีกมาก ผลการวิจัยจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชาเห็ดตับเต่าผสมสมุนไพร และน้ำเห็ดตับเต่าผสมสมุนไพรพร้อมดื่ม ไปใช้แปรรูปเห็ดตับเต่าที่มีอยู่ในพื้นที่ โดยกรณีล้นตลาด จำหน่ายไม่ทัน และเห็ดตับเท่าในระยะที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ เช่น ดอกเล็กหรือใหญ่เกินไป รวมถึงการใช้เห็ดตับเต่าที่เหลือจากกระบวนการแปรรูป ได้แก่ น้ำต้มเห็ดตับเต่า และเปลือกที่เหลือจากการตัดแต่ง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยในการเพิ่มมูลค่าและเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าแปรรูปจากเห็ดตับเต่า เช่น น้ำพริก ขนมเปี๊ยะเห็ดตับเต่า เห็ดตับเต่าในน้ำเกลือ ข้าวเกรียบเห็ดตับเต่า เป็นต้น ในอนาคตจะแนะนำชาวบ้านสร้างช่องทางจัดจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ให้มากขึ้น

ตำบลสามเรือนจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เรียนรู้เห็ดตับเต่าจากนักวิจัย

จำลอง จักร์กร หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแปรรูปเห็ดตับเต่า ตำบลสามเรือน กล่าวว่า ตำบลสามเรือนเป็นพื้นที่ที่มีเห็ดตับเต่าตามธรรมชาติใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เนื่องจากเห็ดตับเต่าไม่สามารถเพาะปลูกได้แต่ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมที่ดีและเหมาะสมเท่านั้นเห็ดจึงจะเกิด ในพื้นที่ตำบลสามเรือนวงจรที่เห็ดตับเต่าออกดอกต้องมาในช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคมของทุก ๆ ปีสำหรับผู้ที่ต้องการมาพักค้างคืน ที่นี่มีบ้านพักรับรองนักท่องเที่ยวจำนวน 6 หลัง หลังละ 10 คน รับประทานอาหารพื้นถิ่นที่หารับประทานยาก โดยชาวบ้านจะทำกับข้าวใส่ปิ่นโตมาให้นักท่องเที่ยวที่มาพักได้รับประทานอาหารพื้นบ้านหลากหลาย เช่น น้ำพริกเห็ดตับเต่า ส้มตำดอกโสน ปลาร้าสับ ไข่มดแดง ขนมไข่เหี้ยน้ำ เป็นต้น

“เดิมในช่วงเวลาที่คณะอาจารย์ มทร.สุวรรณภูมิพร้อมด้วยนักวิจัยจาก สกว. เข้ามาแนะนำถ่ายทอดความรู้เรื่องการเก็บรักษาเห็ดตับเต่าให้มีบริโภคหรือขายตลอดปีนั้น ไม่มีใครสนใจเลยเพราะชาวบ้านคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ในระยะหลัง ๆ รายได้เริ่มดี ทำให้ชาวบ้านตื่นตัวและนำมาซึ่งการพัฒนาต่อยอดไปเรื่องอื่น ๆ เช่น อยากจะพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อให้มีนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน ทำให้เกิดการค้นคว้าหาของดีของบ้านตนเอง เอาข้อมูลมาแบ่งปันกันเกิดการรวมกลุ่มกันตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สิ่งที่ชาวบ้านได้เรียนรู้จากนักวิจัยก็คือ เรื่องคุณสมบัติ สรรพคุณของเห็ดตับเต่าที่ไม่เคยรู้มาก่อนแล้ว ทั้งกลิ่น การเก็บ การรักษาพื้นที่เห็ดตับเต่าให้ปลอดสารเคมีและน้ำเสียทุกชนิดเพราะหากพื้นที่ไหนเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น ในปีถัดไปเห็ดตับเต่าจะไม่งอกขึ้นมาในพื้นที่นั้น ๆ อีกเลย ปัจจุบันแม้โครงการวิจัยจะสิ้นสุดลง แต่ต้องอาศัยความรู้จากนักวิชาการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น กระบวนการบรรจุผลิตภัณฑ์เพื่อให้สินค้าสะอาดและเก็บได้นาน การวิเคราะห์วันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ การคิดคำนวณต้นทุน-กำไร” หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแปรรูปเห็ดตับเต่า ตำบลสามเรือน กล่าว

ที่สำคัญคณะอาจารย์ มทร.สุวรรณภูมิพร้อมด้วยนักวิจัยจาก สกว.ยังได้เข้ามาฟื้นฟู “พิธีอาบน้ำเพ็ญ” ซึ่งเป็นพิธีโบราณสมัยบรรพบุรุษให้กลับคืนมาให้คนรุ่นหลังได้สืบทอด พิธีอาบน้ำเพ็ญมีจุดเริ่มต้นตามศาสนาพราหมณ์ในชมพูทวีป เพื่อเป็นกุศโลบายในการรักษาน้ำด้วยกระบวนการสร้างความรู้คู่จิตสำนึก ตามกติกาของชุมชนร่วมกันและส่งผ่านความเชื่อมาสู่สังคมไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยชุมชน อบต.สามเรือนได้มีการร่วมกันจัดงานพิธีอาบน้ำเพ็ญขึ้นในวันลอยกระทง โดยใช้คนในชุมชนจัดงานไม่ได้มีการว่าจ้างคณะผู้จัดงานหรือออร์แกไนเซอร์จากที่ใดมาจัดให้ เพื่อให้คนในชุมชนได้มีความสามัคคีร่วมกันทำงาน ร่วมกันปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลองโพธิ์ ให้สะอาดก่อนจัดพิธี ที่สำคัญในพิธีอาบน้ำเพ็ญของ อบต.สามเรือนนี้จะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ก่อนการอาบน้ำเพ็ญอีกด้วย

Main


ข่าวใหม่

•  จุฬาฯ จัดเสวนา “ฝ่าวิกฤตรับมือฝุ่น PM 2.5” [17 ม.ค. 2562]

•  ซิสโก้ - เอ.ที. เคียร์เน่ ชี้อุตสาหกรรมภาคการผลิตของไทยอีก 10 ปีข้างหน้าเติบโตถึง 1.6 ล้านล้านบาท  [15 ม.ค. 2562]

•  เทรนด์ไมโครคาดการณ์สถานการณ์ความปลอดภัยประจำปี 2019 [15 ม.ค. 2562]

•  ทีม “LawU” คว้า 3 รางวัลจากงาน Young Webmaster Camp  [14 ม.ค. 2562]

•  สระบุรีเตรียมแผนพลิกถนน “สุดบรรทัด” ครั้งใหญ่ 21 ม.ค. ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานรากแห่งใหม่ มุ่งเป้าสู่เมืองไมซ์อัจฉริยะ  [14 ม.ค. 2562]


Engineering Today :

วารสารรายสองเดือนเพื่อความก้าวหน้าทางด้านวิศวกรรม
พร้อมเสิร์ฟสาระความรู้และข่าวสารที่ทันสมัย
ผ่านเว็บไซต์ www.engineeringtoday.net
ตอบโจทย์การบริโภคข้อมูลข่าวสารในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)

Contact

บริษัท เทคโนโลยี มีเดีย จำกัด
471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา
แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400

E-mail : webmaster@engineeringtoday.net
Tel. 0-2354-5333, 0-2644-6649
Fax. 0-2640-4260