Magazine
» เพียงพออย่างยั่งยืน...ทางออกสังคมยุคโลกาภิวัฒน์
Engineering Today ปีที่ 4 ฉบับที่ 48 ธันวาคม 2549
วารสาร : Engineering Today
ฉบับ : ปีที่ 4 ฉบับที่ 48 ธันวาคม 2549
เรื่องเด่นในฉบับ :
• โครงการ ไบโอดีเซล 60 ชุมชน ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
• พอเพียงอย่างยั่งยืน....ทางออกสังคมยุคโลกาภิวัตน์
• นวัตกรรมพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้

คอลัมน์ : In Trend

เนื้อเรื่อง :


พอเพียงอย่างยั่งยืน

ทางออกสังคมยุคโลกาภิวัตน์


      
      สังคมในยุคโลกาภิวัตน์ ประชากรโลกต่างบริโภคเพื่อบำรุงบำเรอความสุขตนเอง และเพื่อความสะดวกสบายกันอย่างขาดสติ ในด้านการพัฒนาก็มุ่งเน้นแต่การเจริญเติบโตของประเทศในเชิงเศรษฐศาสตร์ออกมาเป็นตัวเลข แล้ววัดเป็นความสุขของประชาชนโดยรวม หรือการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรรมหรือสิ่งใหม่มาตอบสนองความสะดวกสบายของผู้คน โดยต้นทุนในการพัฒนาล้วนมาจากธรรมชาติทั้งสิ้น ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มนุษย์ใช้ไปอย่างสิ้นเปลือง หลายๆครั้งส่งผลเสียต่อโลกอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการเกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ การขาดแคลนทรัพยากร ปัญหาสังคม ฯลฯ
    
      ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตและวิถีปฏิบัติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดยาวนานกว่า 25ปี และได้ทรงย้ำแนวทางการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัว ซึ่งหลายๆคนต่างได้ยินมาตลอดเวลา แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงและปฏิบัติตามแนวทางนี้ได้

 

“มนุษย์” คิดแต่กอบโกยประโยชน์จากธรรมชาติ

     
      ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า สังคมปัจจุบันนี้เป็นสังคมแห่งการบริโภคอย่างไม่หยุดยั้ง และถูกกระตุ้นให้เกิดความกระหายในการบริโภค โดยสิ่งที่บริโภค ก็กอบโกยมาจากธรรมชาติ เมื่อบริโภคแล้ว ก็กลายเป็นขยะทิ้งกลับไปในธรรมชาติอีก ทำให้โลกต้องรับภาระทั้งสองด้าน ขณะนี้มนุษย์กำลังบริโภคในอัตรา 3 ต่อ 1 คือ มนุษย์บริโภคธรรมชาติไปสามส่วน ขณะที่ธรรมชาติชดเชยกลับมาได้เพียงหนึ่งส่วน หมายความว่าเรากำลังบริโภคเกินต้นทุนที่เรามีอยู่

      “มนุษย์เราทำสองอย่างนี้ตลอดเวลา บริโภค แล้วถ่ายของเสีย เราเคยถามตัวเองไหมว่าอาหารที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ กินทิ้งกินขว้างกันอยู่ เสื้อผ้าที่เราใส่ รถราที่เรานั่ง ส่วนประกอบทั้งหมดมาจากไหน ซึ่งก็ล้วนมาจากสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเลยที่เราไม่ได้บริโภคจากธรรมะ ธรรมะที่กล่าวคือธรรมชาติ คือ สิ่งแวดล้อม เมื่อบริโภคเสร็จแล้ว ก็กลายเป็นขยะ เราโกยมาจากธรรมะ จากธรรมชาติ ผ่านการบริโภคเสร็จ แล้วก็ทิ้งกลับไปที่เดิม ธรรมชาติต้องแบกภาระถึงสองประการ คือ เลี้ยงดูเราและแบกภาระเรา แล้วเราก็ไม่เคยสนใจไยดี ทิ้งขว้างอยู่ตลอดเวลา”

      สังคมไทยเคยเป็นสังคมปราชญ์ แต่เมื่อเข้าไปในสังคมทุนนิยม บริโภคนิยมแล้ว ขาดสติปัญญา กิเลส ตัณหาเข้าครอบงำสังคม แล้วพยายามไปผลักดันให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต โดยไม่คำนึงถึงว่าต้องแลกอะไรบ้าง ทุก ๆ เปอร์เซ็นต์ของการเติบโต (Growth) นั้น input ที่ใส่เข้าไปมีอะไร แล้ว output ที่เป็นมลพิษอะไรออกมาบ้าง นี่คือแง่ที่ต้องคิด การมีนวัตกรรมควรเป็นทางด้านความคิด ไม่ใช่นวัตกรรมสิ่งของที่มาบำรุงบำเรอความสุขของเท่านั้น ต้องคิดใหม่ เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องถนอมโลกใบนี้ให้อยู่ยาวนานที่สุด อย่าเอาแต่พูดว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนให้เป็นเพียงแต่คำพูดสวยหรูเท่านั้น

 

สร้างรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

      ทุนนิยม เสรีนิยม บริโภคนิยม มีกิเลสตัณหาเป็นปัจจัย เป็นตัวกระตุ้นของระบบ แต่แนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้นตรงกันข้าม เพราะจะใช้สติและปัญญาเป็นตัวนำ ทุกคนรู้กันอย่างถ่องแท้ว่าปัจจุบันโลกมีสภาพอย่างไร และจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสอนมา 60 ปี ทรงยึดมั่นในแนวทางของพระองค์ ไม่ต้องการไปอย่างรวดเร็ว การสร้างบ้านนั้นต้องลงเสาเข็มก่อน ไม่ใช่ไปเริ่มสร้างหลังคาก่อนอย่างที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ล้มทุกครั้งไป ฐานรากคน ฐานรากเทคโนโลยี ฐานรากของเงินทุน ฐานรากของนวัตกรรมก็จะไม่มี ฉะนั้นควรจะลงรากก่อน

      “ความร่ำรวยที่ได้มาตลอดระยะเวลา 10 แผน ที่กำลังเตรียมแผนที่ 10 อยู่ เราได้มาจากปัญญาหรือไม่ หรือขายของเก่า ขายป่าไม้ ขายดิน ขายน้ำ ขายทุกอย่าง นั่นคือความรวยที่แท้จริง เป็นความรวยที่ยั่งยืนหรือไม่ ฐานของเรา ภูมิปัญญาของไทยอยู่ที่การเกษตร ดิน น้ำ ลม ไฟ ของเราเป็นเลิศ ภูมิปัญญาคนไทย ประเทศไทยเป็นหนึ่งในเจ็ดประเทศที่มีอาหารเหลือกินเหลือใช้ไปขายชาวโลก เราเคยภูมิใจในฐานะอย่างนั้น แต่ตอนนี้เปลี่ยน จากการเกษตรไปเป็นอุตสาหกรรม ด้วยความที่อยากเป็น NICS (Newly Industrialized Countries) วันดีคืนดีก็อยากเป็นเสือตัวที่ 5 จึงลดการเกษตร และทำได้สำเร็จด้วย เมื่อก่อนการเกษตร 48% อุตสาหกรรม 12% ตอนนี้กลับกันเลยอุตสาหกรรม 48% เกษตร 12% แต่หารู้ไม่ว่าอุตสาหกรรมของไทย เทคโนโลยีและการเงินต้องพึ่งฝรั่งกับญี่ปุ่น นี่คือสภาพที่เกิดขึ้นในแผ่นดินของเรา ไม่ใช่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการก้าวลงเหวลึกลงไปทุกที ใกล้ล่มสลาย ก็จะมีสติกลับคืนมา เริ่มมองอย่างมีเหตุมีผล แต่พอรวยขึ้นมาหน่อยก็ลืมตัว จับจ่ายใช้สอย ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย ทำลายโลกต่อไป” ดร.สุเมธ กล่าว

 

พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน
ดำเนินชีวิตตามเศรษฐกิจพอเพียง

 

      นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงรับสั่งให้กลับไปที่รากฐาน ทรงพระราชทานคำไว้สามคำคือ พอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกัน ทรงสอนให้รวยอย่างไต่ระดับขึ้นไป ทรงรับสั่งว่าให้พอประมาณ คือ ให้ทำอะไรประมาณตน ก่อนจะทำอะไรสำรวจศักยภาพของตนเองก่อน ว่าเป็นอย่างไร เพราะสภาพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ระหว่างประเทศก็ไม่เหมือนกัน เมื่อรู้สภาพอย่างแม่นยำแล้ว ก็มาสู่คำที่สองคือ ใช้เหตุใช้ผลในการเลือกทางเดิน อย่าไปตามกระแส ที่แล้วมาได้แต่ตามกระแสโลก อยากสร้างความร่ำรวย ทำตามเขาทุกอย่าง โดยไม่ได้คำนึงว่าตนเองมีจุดแข็งตรงไหน สำหรับประเทศไทยที่มีจุดแข็งในเรื่องการเกษตร แต่กลับทำลายเกษตรที่เป็นรากเหง้าของประเทศไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด

      “ วันนี้เป็นบทเรียนแล้ว เราไม่ได้ใช้เหตุผลในการเลือกทางเดินของเรา ชี้นำโดยตะวันตก ชี้นำโดยระบบทุนนิยม เสรีนิยม บริโภคนิยม เราไปทางนั้น และเนื่องจากความไม่พร้อม กู้เงินเขามา เอาเทคโนโลยีเขามา เอาคนของเขามา คนไทยก็เป็นแค่ภารโรง ยาม สต๊าฟ แล้วเรามีอะไร ไม่มีอะไรเหลือเลย ฉะนั้นต้องเลือกทางเดินของเราอย่างมีเหตุผล บนฐาน และคำที่สาม ถึงแม้เรารู้ศักยภาพของเรา เราเลือกทางเดินได้ถูกต้อง แต่วันพรุ่งนี้อะไรจะเกิดขึ้นก็ยังไม่รู้ เราต้องสร้างภูมิคุ้มกัน อาจจะเป็นคำโบราณเกินไป คนยุคนี้ต้องบอกว่า Risk Management การบริหารความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา พระองค์ท่านใช้คำไทยๆ คนก็ไม่เข้าใจ ชอบใช้คำฝรั่งกัน ยังดีที่เลิกใช้คำว่ารากหญ้าแล้ว เปลี่ยนมาเรียกรากแก้ว เรียกร้องมา 5 ปีแล้ว นั่นฝรั่งเขาเรียกกัน ทั้งๆ ที่เดิมเขาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่กลับเรียกรากหญ้า เป็นการดูถูกดูแคลน หลังจากพูดมา 5 ปี สำเร็จแล้ว เปลี่ยนมาเรียกรากแก้ว เพราะต้นไม้ถ้าไม่มีรากแก้วก็จะโค่น”

 

ธุรกิจที่ยั่งยืนและมั่นคง
ต้องไม่ทำร้ายสภาพแวดล้อม

 

      นักธุรกิจมักจะมองอยู่ที่ตัวกำไร โดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ไม่ได้คำนึงถึงสภาพแวดล้อมว่าเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ที่พบเห็นคือการดำเนินงานทางธุรกิจไม่ยั่งยืนเท่าไร เมื่อไปถึงจุดๆ หนึ่งก็แตกสลาย แต่เศรษฐกิจพอเพียงนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้นำให้ไปสู่การลงทุนธุรกิจที่ยั่งยืนและมั่นคง แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป สร้างรากฐานให้มั่นคง สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม

      “ถ้าดำเนินการอย่างนี้ได้ ถึงแม้จะรวยช้า แต่รวยมั่นคง เพราะสอดคล้องกับศักยภาพของเรา สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และต้องระมัดระวังอย่าให้ส่งผลกระทบไป ไม่ใช่ว่า สร้างโรงงานแล้วก็ปล่อยน้ำเสีย ปล่อยขยะ เสร็จแล้ววันหนึ่งตัวเองก็จะประกอบการไม่ได้ ต้องระวัง ดูแลทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าทำถนอมกันอย่างนี้ ความยั่งยืนก็เกิดขึ้น และพยายามอย่าไปตามกระแส ต้องยึดหลักมัชฌิมา คือทางสายกลาง ไว้โดยตลอด มีความพอดีเป็นที่ตั้ง พอประมาณเป็นที่ตั้ง อย่าให้เกิน คนเรากินข้าวอิ่มเกินไป เราก็อึดอัด กินน้อยก็หิว ฉันใดก็ฉันนั้น การดำรงชีวิต การประกอบธุรกิจด้วยความพอดี จะได้ไปยืด ค่อยเป็นค่อยไป” ดร.สุเมธ กล่าว

 

นวัตกรรมกษัตริย์เพื่อมวลชน

 

      นวัตกรรมไม่มีอะไรใหม่ แต่มีอยู่ ในธรรมะแล้ว ธรรมะ คือ ธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับสติปัญญาของคนที่จะนำเอาสิ่งรอบตัวมาสร้างสรรค์ มาประสาน และต่อส่วน โดยที่นวัตกรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะแตกต่างจากนวัตกรรมอื่นๆ คนทั่วไปคิดนวัตกรรมขึ้นมามักคิดถึงเงิน สร้างนวัตกรรมมาเพื่อขาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดไม่เหมือนกัน นวัตกรรมของพระองค์ มุ่งประโยชน์ของมนุษย์ ประโยชน์ของโลก ไม่ทรงคิดนวัตกรรมที่เป็นธุรกิจ หรือว่าเป็นผลประโยชน์มาสู่พระองค์เอง นั่นคือความแตกต่าง

      “นวัตกรรมของพระองค์ท่านเกิดขึ้นตั้งแต่ท้องฟ้าจรดชายทะเล อย่างฝนหลวง มีประเทศไหนที่ทำได้บ้าง ทรงเอาน้ำมาจากบนฟ้ามาให้เราใช้ เกิดขึ้นได้ ตอนน้ำแล้ง และจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีธรรมะ คือธรรมชาติ นวัตกรรมเป็นเรื่องธรรมดามาก ทำอย่างไรให้น้ำข้างบนมันลงมาข้างล่างได้ คราวนี้องค์ความรู้ต้องเข้ามาแล้ว มีการทำปฏิกิริยาทางเคมี จนกระทั่งออกมาเป็นสูตรของฝน แล้วก็เอาน้ำลงมาได้ น่าแปลกใจที่ประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงๆ ทำไมไม่ทำฝนหลวง ไม่ทำฝนเทียม ทั้งที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีเยอะ อเมริกา ยุโรปก็เจอภัยแล้ง แต่ทำไมไม่ทำฝนหลวง ทำไม่ได้ เพราะไม่สามารถที่จะบังคับให้ตกในจุดที่ต้องการได้ ทำให้ไม่สามารถทำธุรกิจได้ นี่คือข้อแตกต่างของความคิดของคนตะวันออกและคนตะวันตก

      พระองค์ท่านคิดอะไรไว้มากมาย อย่างไบโอดีเซลที่เหมือนกันดีเซลยัง 3-4 บาท คนก็งงว่าคิดทำไม ทรงบอกให้ ไปดูว่าน้ำมันปาล์มทำน้ำมันดีเซลได้ไหม ก็ถามท่านว่าจะลงทุนทำทำไม ท่านบอกว่าเดี๋ยวก็รู้เอง วันนี้เรารู้แล้วว่าทำทำไม บอกให้ปลูกปาล์มกันทั่วประเทศ เพราะหลายแห่งปลูกไม่ได้ อย่างอีสานปาล์มไม่ออกลูก เพราะต้องมีความชื้น ต้องมีน้ำ นวัตกรรมต้องสอดคล้องกับสภาวะที่เป็นจริง ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่เกิดผล ปาล์มส่วนมากจะอยู่ที่ภาคใต้ เพราะมีความชื้นสูง เทคโนโลยีมีแล้ว ไบโอดีเซลพระเจ้าอยู่หัวท่านไปเปิดปั้มไว้ 4-5 ปีแล้ว มีปั้มหนึ่งที่นราธิวาส อีกปั้มที่สงขลานครินทร์ พระองค์คิดล่วงหน้าไปมาก”

 

พอเพียงเป็นสุขกว่าเพียงพอ

 

      ดร.สุเมธ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ความพอเพียงกับเพียงพอนั้นต่างกัน ถ้าเพียงพอคือเพียงพอต่อความต้องการ ในขณะที่พอเพียงนั้นเพียงให้ประเมินถึงสิ่งที่มีอยู่

      “ยกตัวอย่างเช่น เช็คไปข้างหน้าว่าอีก 5 ปีมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเท่าไร ต้องสร้างโรงไฟฟ้าอีก 5 โรงเพื่อตอบสนองความต้องการให้เพียงพอ ความอยากของมนุษย์มีเท่าไร ต้องทำให้เพียงพอ นี่คือที่ปฏิกิริยาของมนุษย์ที่คิดอยู่ทุกวันนี้ ในขณะที่พอเพียงบอกว่าให้ประเมินในประเทศถึงขีดความสามารถของการสร้างโรงไฟฟ้ามีอยู่เท่านี้ ฉะนั้นเราต้องปรับการใช้ให้สอดคล้องกับอุปสงค์ (Supply) ที่เรามีอยู่ ต้องปรับอุปทาน (Demand) ไม่ใช่ปรับอุปทาน ให้ไปสนองตอบ อย่างนั้นเรียกว่าเพียงพอ ถ้าพอเพียง เรามีแค่นี้ ต้องใช้ให้พอ แค่นี้ก็จะไม่มีผลกระทบ กาก ขยะ ก็จะไม่มี ”

 


ชื่อผู้เขียน : ศันสนีย์ วิมลประดิษฐ์


<< Back >>


471/3-4 อาคารพญาไทเพลส ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 Tel.0-2354-5333, 0-2644-6649 Fax. 0-2640-4260
webmaster@engineeringtoday.net