องค์ความรู้ด้านวิศวกรรมมากมายหลายแขนง ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ ผ่านการดำเนินงานแบบวิชาชีพโดยเหล่าวิศวกร มีความสำคัญยิ่งทั้งต่อระดับมหภาคและจุลภาค ก่อให้เกิดการขยายผลเป็นวงกว้าง มีการจ้างงานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยความสำคัญดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมวิชาชีพวิศวกรให้มีมาตรฐานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ ว.ส.ท.อันเป็นสมาคมทางวิชาชีพวิศวกรรมแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งมาเป็นเวลากว่า 60 ปี ภายใต้การบริหารของนายกฯ และคณะกรรมการประจำแต่ละวาระ ในสภาวะที่การควบคุมดูแลวิชาชีพวิศวกรไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศ จึงเป็นที่น่าสนใจว่า วิสัยทัศน์ของนายก ว.ส.ท.ท่านปัจจุบัน รศ.ต่อตระกูล ยมนาค จะเป็นเช่นไร
ชูนโยบายที่แตกต่าง
ว.ส.ท.ต้องมีบทบาทเพื่อสังคมมากขึ้น
"ผมเขียนนโยบายไว้ครั้งที่ลงสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการอำนวยการ ว.ส.ท.ประจำปี พ.ศ. 2547 2548 ว่า ว.ส.ท. จะต้องมีบทบาทเพื่อสังคมมากขึ้น ที่ผ่านมา ว.ส.ท.มุ่งต่อการเป็นแหล่งวิชาการ และส่งเสริมวิชาชีพ ซึ่งก็ทำได้ดีอยู่แล้ว และจะต้องทำต่อไป โดยให้ครอบคลุมสาขาวิชาอื่นๆ มากขึ้น เช่น วิศวกรรมปิโตรเลียม วิศวกรรมซอฟต์แวร์ โทรคมนาคม รวมถึงสาขาที่เกิดขึ้นใหม่ๆ นอกเหนือไปจากด้านวิศวกรรมโยธาซึ่งมีบุคลากรอยู่มาก"
ในการปรับบทบาทให้ใกล้ชิดกับสังคมมากขึ้นนั้น ขั้นแรกต้องรับรู้ว่าสังคมต้องการอะไร จากนั้นก็ดึงบุคลากรเข้ามาทำงานให้หลากหลาย ไม่เฉพาะแต่นักวิชาการเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่ผ่านการศึกษาด้านวิศวกรรมแล้วไปทำงานสาขาอื่น ผมคิดว่าความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของวิศวกร จะสามารถนำประสบการณ์ความรู้ที่มีมาช่วยพัฒนาองค์กรให้มีมุมมองกว้างขึ้น
ทั้งนี้ บทบาทของกลุ่มสมาคมวิชาชีพเป็นการรวมกลุ่มทางสังคมรูปแบบหนึ่งที่อาจนำไปสู่พลังที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีมิติของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองได้มากขึ้น
"การเมืองยุคต่อไปจะเป็นลักษณะขั้วเดียว ดีในลักษณะที่บริหารง่าย ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสพลาดสูง เนื่องจากไม่มีการถ่วงดุลความคิดเห็น ลักษณะนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปต่อต้าน หรือคอยคัดค้านทางด้านวิศวกรรม ก็ต้องพิจารณาว่าอะไรที่เป็นจุดอันตราย สิ่งไหนที่เรารู้แต่คนนอกวงการไม่รู้เราต้องพูดออกมา นำเสนอโดยพลังของกลุ่มวิชาชีพ
มองหาช่องทางสร้างงานในต่างประเทศ ส่วนปัญหาภายในเกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณ
เกี่ยวกับบทบาทของ ว.ส.ท.กับการสร้างงานในต่างประเทศรศ.ต่อตระกูลวว่า ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ แม้ว่างานในประเทศจะมีมากก็ตาม
"เราจะต้องเตรียมตัว วันหนึ่งอาจต้องออกไปช่วยเอาเงินต่างประเทศมาช่วยสร้างชาติ เหมือนอย่างเกาหลี ที่ผ่านยุคด้อยพัฒนา เงินที่ได้มาช่วงแรกๆ หลังจากสงครามคือ การออกไปนำเงินต่างประเทศเข้ามา โดยการส่งคนไปทำงานก่อสร้าง ขณะนี้บริษัทก่อสร้างก็ได้ออกไป ผมคิดว่าขณะนี้มีพนักงานจำนวนมากเหมือนกันที่ออกไปเอง ถ้าเราไปได้ในลักษณะของผู้ออกแบบเหมือนอย่างที่เราไปการ์ต้า หรือสถาปนิกเราไปทำงานบาหลี แม้กระทั่งมัลดีฟส์ ก็จะเป็นรายได้ สำคัญเข้าประเทศ "
"ส่วนในประเทศ ผมคิดว่าอุปสรรคของวิศวกรคือ วิศวกรที่ดี ที่เหมาะสมในงานประเภทต่างๆ ไม่ได้รับการสนับสนุนให้ทำงานในความสามารถตัวเอง แต่กลายเป็นว่าวิศวกรที่มีความสามารถแต่มีวิธีการที่จะสนองประโยชน์ตอบแทน อาจจะเป็นกลุ่มที่ได้งานเยอะ มันมีผลเสียหลายประการ คือหนึ่งเราไม่ได้ใช้ประสิทธิภาพคนที่มีอยู่ในประเทศเต็มที่ สมมติว่าเราจะออกแบบและสร้างสะพานแห่งหนึ่งถ้าใช้คนที่มีความเหมาะสมทำงานตามวิชาชีพที่ดีที่สุด เราอาจจะสร้างได้ในราคาหนึ่งหมื่นล้าน คนที่มีการสนองประโยชน์ตอบแทนอาจจะไม่ใช่หมื่นล้าน แต่อาจจะเป็นสี่หมื่นล้าน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นการสูญเสียไม่ใช่แค่เปอร์เซ็นต์ค่าคอร์รัปชั่น 4-5% แต่มันจะเป็นการใช้เงินที่สูญเสีย ที่สูญเสียหมด 100 % ก็มี สิ้นเปลืองมหาศาล ที่สำคัญที่สุดที่ผมเห็นมันทำให้วิศวกรในประเทศไทยเราเลิกที่จะปรับปรุงความรู้ความสามารถทางด้านเทคนิค เพราะจะไปทำเฉพาะว่าทำอย่างไรจะเข้าไป Lobby ได้ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้วิชาชีพไม่เจริญ เพราะว่าไม่รู้จะเข้าอบรมศึกษาเพิ่มเติมความรู้ไปเพื่ออะไร เพราะว่าไม่ได้มีโอกาสทำงานมากขึ้น บริษัทConsultant ที่โตเร็วที่สุดของประเทศไทยตอนนี้ไม่ใช่ว่าเป็นบริษัทที่มีฝีมือ แต่มีฝีมือทางด้านอื่นเก่ง และบริษัทที่ดีๆ กำลังเริ่มท้อถอยและล้มหายตายจากหรือว่าเปลี่ยนอาชีพไป ซึ่งน่าเสียดาย "
รศ.ต่อตระกูลวต่อไปว่า วิชาชีพวิศวกร หากปราศจากการดูแลกันเองจะทำให้คนภายนอกมองว่าพึ่งพาไม่ได้ ที่น่ากังวลคือการจ้างบริษัทวิศวกรต่างชาติมาดำเนินงาน ซึ่งเป็นการลดโอกาสสนับสนุนวิชาชีพวิศวกรในประเทศ "ผมเปรียบเทียบว่าอาชีพแต่ละอย่างมันมีคุณค่าของตัวเอง ถ้าคุณค่านั้นหายไปอาชีพนั้นก็จะสูญสลาย วิชาชีพวิศวกรยิ่งสำคัญมากเพราะอาชีพวิศวกรเป็นตัวแทนให้เจ้าของเค้าต้องเชื่อถือและเป็นคนเลือกว่าจะใช้วัสดุ ใช้วิธีการ ใช้ใครเป็นผู้รับเหมา แต่ถ้าวิศวกรไม่สามารถดูแลประโยชน์เหล่านี้ให้ได้อาชีพก็ไม่มี ความหมายก็จะเสื่อม ผมถึงพยายามพูดอันนี้ว่าเรื่องอาชีพวิศวกรกับเรื่องของจรรยาบรรณมันมาด้วยกัน "
แบ่งบทบาทตามหน้าที่ ว.ส.ท. มุ่งเน้นวิชาการเพื่อมาตรฐาน สภาวิศวกร กำกับดูแลตามกฎหมาย
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาทางจรรยาบรรณรศ.ต่อตระกูลให้ความเห็นว่า "จะต้องให้มีความเข้าใจว่าเรื่องเหล่านี้ต้องเป็นเรื่องที่สำคัญต่อวิชาชีพ และคนที่ทำถ้าเค้ารู้ตัวต้องเลิกทำ ในขณะเดียวกันก็มีสภาวิศวกรที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ เป็นผู้ประสานงาน มีอำนาจตามกฎหมาย เพราะว่าสภาวิศวกรมีอำนาจสอบสวน มีอำนาจ ในแง่บวกคือจะต้องส่งเสริมให้สภาวิศวกรร่วมตั้งโดยสมัครใจเอง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และให้รู้ ว่าถ้าทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องมันไม่คุ้มค่า สังคมวิศวกรรู้ก็จะรับไม่ได้ ตอนนี้ก็ค่อนข้างมีการดูแลใกล้ชิด กระทั่งนักการเมือง นักการเมืองที่คิดว่าทำอะไรก็ได้ไม่มีใครตรวจสอบได้ ขณะนี้ก็ติดคุกแล้ว"
"ผมคิดว่าจะต้องลงไปถึงระดับนักเรียนเลย นิสิตนักศึกษาที่เรียนวิศวฯ ให้เค้าสำนึกเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องสำคัญ และให้เค้ารู้ว่าวิชาชีพวิศวกรมีเกียรติ และการทำอะไรก็ตามถึงแม้ว่าจะคิดว่าไม่มีใครรู้แต่โลกปัจจุบันรู้ ไม่มีความลับ อย่างน้อยอาจจะไม่มีโทษทางกฎหมายที่สามารถทำได้แต่จรรยาบรรณนี้มันจะเป็นการลงโทษทางสังคม เราต้องยกระดับของอาชีพวิศวกรให้มีคนเชื่อถือ ให้รู้ว่าเราไม่ใช่พ่อค้า เราเป็นคนที่ทำงานและเรารับผิดชอบต่อส่วนรวมด้วย" บทบาทด้านการศึกษา การตรวจสอบระบบ เป็นหน้าที่ของสภาวิศวกร ในด้านมาตรฐานต่างๆ ว.ส.ท.ก็จะร่วมมือกับสภาวิศวกรด้วย แบ่งบทบาทกัน ให้แต่ละฝ่ายทำในส่วนที่ทำได้ดีที่สุด "ว.ส.ท.อาจจะช่วยได้ในการเป็นตัวกลางในการหารือกันระหว่างสองฝ่าย ให้คุยกันได้ว่าคุณภาพที่ทางมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษา มอง และคุณภาพที่ผู้ใช้อุตสาหกรรม,นายจ้าง มองต่างกันอย่างไร " ร.ศ.ต่อตระกูล กล่าว
หลายปัญหาต้องย้อนกลับไปแก้ไขที่หลักสูตรการศึกษา รวมถึงเพิ่มการสนับสนุนจากภาครัฐ
ระบบการเรียนรู้ด้านวิศวกรรมยังต้องมีการปรับปรุงเพิ่มอีกมาก เพื่อให้สอดคล้องกับการนำไปใช้ในยามปฏิบัติวิชาชีพ รวมไปถึงการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญในระดับช่างเทคนิค และการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐบาลในทางที่เหมาะสม หากจัดการกับปัญหาดังกล่าวอย่างถูกต้อง วงการวิศวกรไทยจะมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นไม่น้อย ดังที่รศ.ต่อตระกูลวว่า
"ระบบการเรียนรู้ด้านวิศวกรรมของเรา จะต้องมองไปกับเศรษฐกิจยุคใหม่ คือ ไม่ใช่เรียนไปทำตามที่นายสั่ง วิศวกรยุคใหม่จะเป็นนักคิดและนักประกอบการด้วย เพราะว่าอุตสาหกรรม SMEs ต้องมีนักคิดก่อน นอกจากเทคโนโลยีแล้วต้องรู้เรื่องการค้าการตลาด ปัญหาของเราก็คือสถาบันวิศวกรรมของเรานี้ยังเป็นสถาบันที่ยังเรียนแบบซัก 20-30ปีก่อน แทนที่จะฝึกวิศวกรให้มีความคิดริเริ่มคิดอะไรใหม่ๆ เรากลับฝึกวิศวกรให้เป็นวิศวกรยุคเก่าคือเป็นวิศวกรเข้มแข็ง วิศวกรยุคเก่าที่ต้องไปทำงานในป่าเขา ยุคนี้ไม่จำเป็นแล้ว และต้องฝึกให้วิศวกรพูดได้มากกว่านี้ ไม่ใ่ช่ว่าวิศวกรเก่ง คิดเก่ง เรียนเก่งมาก แต่เวลามาพูดหน้าชั้นแล้วตัวสั่น ก็ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองคิดให้คนอื่นเข้าใจได้ ไม่สามารถPresent ให้น่าสนใจ ที่จะให้คนอื่นเข้าใจ นี่เป็นปัญหาสำคัญของวิศวกรในปัจจุบัน ที่วงการธุรกิจเขาวิจารณ์มา"
"อีกอย่างหนึ่งคือ เราขาดบุคลากรด้านเทคนิคมากๆ ตอนนี้ระดับปฏิบัติการหายหมด ขึ้นมาเป็นปริญญาตรีกันหมด แต่เป็นปริญญาตรีที่ขาดฝีมือการทำงาน บ้านเราขาด Technician เรียกได้ว่ารุนแรงในขณะนี้ เราให้คุณค่ากับคำว่าปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ และตอนนี้มันขับเคลื่อนไม่ได้เพราะมีแต่หัวหน้า ทุกคนเป็นหัวหน้าหมด เรื่องนี้ในฐานะที่ ว.ส.ท. เป็นสถาบันกลาง สามารถที่จะดึงฝ่ายรัฐฯ มามหาวิทยาลัยมา ดึงฝ่ายเอกชนมา ให้มาปรึกษากัน เช่น มหาวิทยาลัยเอกชนรู้ว่าตลาดต้องการอะไร และเขาอยากจะผลิตวิศวกรสาขานี้ใหม่ๆ ซึ่งถ้าเราปล่อยไปตามธรรมชาติของ Supply - Demand เรื่องของตลาด คนที่เค้าผลิต มหาวิทยาลัยเล็กที่จะผลิตสาขาบางอย่างแข่งกับมหาวิทยาลัยรัฐไม่ได้ เค้าอาจจะไปแยก 20-30 คน ทำเรื่องดูแลเครื่องจักรโดยเฉพาะ ก็ทำได้ เป็นวิศวกรรม Mechanical เครื่องจักรก่อสร้างก็ทำได้ ถ้าเกิดทุกคนผลิตอย่างเดียวกันมันก็เป็นปัญหา ในขั้นแรกอาจต้องยอม เช่น วิชาเลือกอาจจะเรียน Mechanical Engineer ให้เค้าสามารถเลือกเครื่องมือบำรุงรักษาแม้กระทั่งดัดแปลงการผลิตได้ ต้องให้เป็นลักษณะนั้น ไม่บังคับนักเรียน ถ้าผลิตออกมาเหมือนกันหมดเลยเป็นหมื่นๆก็แย่งกันอย่างเดียว"
นายก ว.ส.ท. มองปัญหาดังกล่าวและเตรียมดำเนินการให้สอดรับกัน "ที่ผมเตรียมไว้จะต้องเสนอเป็นนโยบายของ ว.ส.ท.ต่อไปว่า หลักสูตร ว.ส.ท.ไม่ใช่เน้นอบรมวิศวกรรมอย่างเดียว เราควรจะเพิ่มการอบรมสิ่งที่มหาวิทยาลัย หรือสถาบันด้านวิศวกรรมไม่มีเวลาสอน หรือเห็นว่าบัณฑิตวิศวกรรมควรไปศึกษาเอง หลังจบ วศบ. แล้ว วสท. น่าจะเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงมาสอนให้วิศวกรให้มาเรียนด้วยความสนุกสนานและเอาไปใช้ได้ประโยชน์จริงๆ"
ภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีแนวการดำเนินงานค่อนข้างชัดเจน มีกรอบที่รัฐบาลกำหนด ทิศทางเศรษฐกิจจะเป็นไปในแบบใด ซึ่่งเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่มาจากการพยากรณ์อันจะทำให้เกิดการเตรียมตัวล่วงหน้า หากมีการรายงานในหลายๆด้านก็จะเป็นผลดีแก่บุคคลหลายๆกลุ่ม สำหรับนักเรียนนักศึกษาอาจใช้เป็นแนวทางเลือกคณะหรือสาขา อีกทั้งนโยบายรัฐบาล งบประมาณ โครงการ บุคคล ควรบูรณาการให้สอดรับกัน เช่น สถาบันนาโนเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นต้องไม่ลืมเปิดโอกาสให้วิศวกรรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ด้วย เกี่ยวกับแรงสนับสนุนจากรัฐบาลรศ.ต่อตระกูลได้ให้ข้อเสนอที่น่าสนใจว่า
"วิศวกรที่ทำเรื่องซอฟท์แวร์ในประเทศไทยมีมันสมองระดับโลกแต่ไม่เคยมีใครบอกรัฐบาลว่าเราทำได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลขณะนี้ใช้เงินซื้อซอฟท์แวร์จากต่างประเทศใช้ในหน่วยราชการเองก็มากจริงๆแล้วซอฟท์แวร์อย่างเช่นพวก Word Processing ในยุคเริ่มต้นสมัย PC เริ่มในสิบปีที่แล้ว คนไทยเขียนซอฟท์แวร์ใช้ด้วยตัวเอง เขียนได้ดีเลย แต่ขาดการสนับสนุนและนำมาให้เป็นมาตรฐานของในประเทศ ในที่สุดแล้วเราก็เลยไปติดซอฟท์แวร์ของยักษ์ใหญ่และต่อไปเราจะสูญเสียเงินมหาศาล แน่นอนถ้ารัฐบาลบอกว่าเราต้องการของที่เราจะใช้ รัฐบาลต้องใช้เอง ซื้อซอฟท์แวร์ปีละสองหมื่นล้าน ให้วิศวกรไปช่วยกันคิดเอาไปซักสองพันล้าน ผมว่าวิศวกรไทยทำได้ทันที และรัฐบาลไทยจะต้องสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ดี ที่เป็นของคนไทยเองให้นำมาใช้ "
"คนไทยจะออกแบบอะไรได้เองเพราะเราใช้ระบบวิธีการคัดเลือกที่มีความยุติธรรม ให้คนมีการแข่งขันยุติธรรม ผมคิดว่านั้นเป็นตัวอย่างให้คนดีๆเกิดขึ้น แค่ในงานห้าพันล้านเราสามารถที่จะพบคนที่มีฝีมือ ให้มีสนาม ให้มาแข่งขัน เรายังทำได้ แต่งบต่อไปรัฐบาลที่จะใช้เงินในการจัดซื้อผมว่ายิ่งเร่งรัดเรื่องการพัฒนาอะไรต่างๆ เหล่านี้ปีหนึ่ง อาจจะสี่ห้าแสนล้าน จากงบของรัฐบาลเองและงบที่ไปกู้ยืมมาลงทุน ไม่ใช่แค่สองสามแสนล้าน พวกนี้จะสร้างดาวรุ่งของวิศวกร อีกอันหนึ่งคือว่าในการที่จะทำเรื่องนี้จะต้องร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับวิศวกรให้ได้ เพราะมีการบอกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่จะไม่พูดถึงวิศวกร เราก็ต้องยกระดับวิศวกรให้พวกเขาเห็นว่าจริงๆนี่แหละคนที่จะเอาทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามารวมกันและให้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ได้คือวิศวกร"
สำหรับ ว.ส.ท.เอง มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งไปเพื่อผลักดันขีดความสามารถของวิศวกรไทยเช่นกัน โดยถูกกำหนดเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันในวาระการบริหารของรศ.ต่อตระกูลจึงไม่ละเลยในการนำมาสานต่อ " เราเริ่มเห็นว่าประเทศไทยนี้ในขณะที่เราไปตามอัตราปกติ เริ่มเห็นว่าถอยหลัง เพราะว่าประเทศอื่นไปเร็วมาก Vision ของ ว.ส.ท กล่าวว่า ภายในระยะสิบปีจะต้องให้วิศวกรไทยสามารถเปลี่ยนแปลงการพัฒนาของประเทศโดยใช้วิศวกรรมช่วยได้ ความหมายก็คือว่า 10 ปีข้างหน้า เราจะต้องมีอะไรท่ี Breakthrough เราจะต้องทำให้ได้และเราก็ต้องตั้งใจก่อน เราก็บอกให้อุตสาหกรรมและรัฐบาลเชื่อว่าเราทำได้ และเราก็ต้องไปถึงจุดนั้น ความจริงเราทำได้ เพียงแต่เราไม่เชื่อว่าเราทำได้ แม้อุปสรรคจะมี เพราะเราไม่เคยทำ"
นอกจากนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับวิศวกรบ้านเราส่วนใหญ่ คือ ขาดทักษะในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และทักษะด้านภาษาอังกฤษ ที่จำเป็นต้องเพิ่มพูนทักษะด้านนี้ให้มากเพื่อรับมือกับการเปิดเสรีวิศวกร โดยต้องร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ถ้าเป็นระบบปกติคือผ่านระบบอินเตอร์เนชั่นแนลรศ.ต่อตระกูลยกตัวอย่างสถาบันของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ ที่ค่อนข้าง Success เห็นความแตกต่างของทักษะทางภาษาได้ชัดในการอ่านงานต่างๆ
ว .ส. ท. ก้าวย่างหลังทศวรรษที่หก กับการดำเนินงานของนายกฯ และคณะกรรมการชุดปัจจุบัน
เมื่อเรียนถามถึงแนวทางการเพิ่มจำนวนสมาชิกรศ.ต่อตระกูลได้ให้คำตอบว่า "สิ่งสำคัญก็คือ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยมีสมาชิกใหม่ๆเพิ่มน้อยมาก เรามีการประชาสัมพันธ์การเป็นสมาชิก อันหนึ่งที่จะทำได้ทันทีคือการขยายฐานสมาชิก ทีนี้จะมีเรื่องของสถาบันเดิมคือกรรมการที่ทำงานของ ว.ส.ท.นี้ส่วนมากจะมาจากมหาวิทยาลัยไม่กี่แห่งก็ต้องขยายออกไป รวมทั้งที่ผมจะขยายที่สำคัญคือว่า วิศวกรที่ไม่สำเร็จการศึกษาในเมืองไทย จบปริญญาตรีในต่างประเทศเลย เราต้องดึงเค้ามาให้ได้ เพราะอย่างแรก ต้องได้คนกลุ่มหนึ่งที่เค้าไม่มีเวที ไม่มีสมาคมเค้าอาจจะไปเรียนที่รัสเซียแค่ 10 คน อาจจะมีวิศวกรจีนมา 2-3คน หรืออาจจะเรียนจากประเทศที่เราไม่รู้จัก เราก็จะดึงให้เขาเข้ามา มาแลกเปลี่ยนเป็นเวทีให้ อย่างที่สองคือเป็นสมาชิกวิศวกรที่จบมาในประเทศไทย หรือจบต่างประเทศแต่ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย ไปทำงานต่างประเทศ ก็ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ เราจะติดตามและเค้าก็สามารถร่วมประชุมกับเราได้โีดยตัวไม่ต้องมา ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะมีคนที่มีความรู้ความสามารถอยู่ทั่วโลก ถ้าเรามีภารกิจสำคัญเราก็จะสามารถรู้ว่ามีใครที่ไหนที่จะสามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศได้ เราจะระดมสรรพกำลังของทั้งโลกนี้ไม่ว่าคนไทยอยู่ที่ไหน"
จำนวนสมาชิกของ ว.ส.ท.ที่เป็นตัวเลขทางสถิติมีจำนวนอยู่ประมาณ 30,000 ราย ซึ่งดูเป็นจำนวนมาก แต่สมาชิกที่มีการปฏิสัมพันธ์ มีอยู่เพียงราว 6,000 - 8,000 ราย ว.ส.ท.จะใช้วิธีใดในการเพิ่มจำนวนสมาชิกผู้มีปฏิสัมพันธ์ให้มากขึ้น เกี่ยวกับเรื่องนี้รศ.ต่อตระกูลวว่า"ผมได้พูดคุยกับประธานสาขา ก็มีบางประธานสาขาเป็นกลุ่มนักธุรกิจซึ่งไม่ได้เป็นกลุ่มของในส่วนของข้าราชการมีความกระตือรือร้นมาก บางสาขาเค้าจะตั้งคณะอนุกรรมการเป็นสิบคณะ ผมก็จะเอาหลักนี้ไปขอชักชวนทุกสาขา ขอให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการกี่คณะก็ได้ ตั้งให้มาก อาจจะกำหนดว่าคณะอนุกรรมการแต่ละสาขานี้ขอให้มีองค์ประกอบหลากหลาย แต่ต้องไม่เป็นสถาบันเดียวกันทั้งหมดเกิน 50 % ให้มีอายุต่างๆกัน ขณะนี้เราก็มียุววิศวกร เราจะเป็นส่วนหนึ่งให้เค้าดึงคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามา ใครคิดอยากทำอะไร เรามีเวทีให้การสนับสนุนให้และทำไป จะดึงคนผมว่าวิธีการดึงคนไม่ใช่แค่สมาชิก แต่ให้เค้าได้ถือว่าที่นี่เป็นเวที ถ้าเค้าทำคนเดียวอาจจะไม่สำเร็จ ไม่มีพวก ซึ่งที่นี่เรามีพวก พวกเขาอาจจะมาแต่ความคิดก็ได้ เช่น วิศวกรรุ่นใหม่อยากจะพัฒนาแนวคิด ลองจะสร้างหุ่นยนต์ไ่ทยไว้จับขโมย เราก็มาตั้งคณะกรรมการพัฒนาการใช้ประโยชน์ของRobot ใครคิดอะไรก็มาทำ "
มีการประสานระหว่างสาขา ใช้เทคโนโลยีลดข้อจำกัด
นอกจากนโยบายเกี่ยวกับสมาชิก ที่น่าสนใจไม่น้อยกว่ากันคือเครื่องมือ หรือช่องทางการสื่อสารระหว่างกันภายใน ว.ส.ท. เนื่องด้วยสาขาที่กระจายอยู่ตามภูมิภาค จึงเป็นโจทย์ให้คณะกรรมการชุดปัจจุบันนำเอาเทคโนโลยีที่ช่วยย่นระยะทางและประหยัดเวลามาใช้รศ.ต่อตระกูลได้พยายามหาวิธีการวางเครือข่าย มีการวางแผนพิจารณาความเป็นไปได้ และมอบหมายให้คณะกรรมการนำไปศึกษาเพิ่มเติมบ้างแล้ว โดยจะมีลักษณะคล้ายๆ Teleconference มีศูนย์อยู่ที่กทม. และสาขาใหญ่ตามหัวเมืองหลัก เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ สำหรับศูนย์กทม. ประกอบไปด้วยห้องประชุมสองห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องธรรมดา 70 ที่นั่ง อีกห้องกว้างกว่ามีที่นั่งมากกว่า 200 ที่นั่ง สาขาตามหัวเมืองแต่ละที่มีที่นั่งประมาณ 70-100 ที่ ซึ่งนายก ว.ส.ท.และคณะกรรมการมองว่าน่าจะเป็นเครื่องมือสื่อสารกับคนที่อยู่ต่างจังหวัดได้ การสื่อสารอาจจะเป็นรูปแบบของการจัดคอร์สอบรมต่างๆ เชิญวิทยากรเพียงหนึ่งครั้ง แต่สมาชิกทั่วประเทศสามารถเข้ารับฟังการบรรยายได้ทั่วถึงกัน ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการเสริมในด้านการทำงานให้วิศวกรรมสถานทำในสิ่งที่ทำไม่ได้ให้สามารถทำได้ เมื่อลองคิดคำนวณค่าใช้จ่าย เทคโนโลยีดังกล่าวจำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 200 บาทต่อคนต่อการจัดหนึ่งครั้ง จะเห็นว่ามีความคุ้มค่ากว่าการให้สมาชิกทั้งหมดเดินทางมาประชุมร่วมกัน ณ กทม. และประหยัดเวลาอีกด้วย " คือ ว.ส.ท.จะต้องเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีทางด้าน Technical อีกอันหนึ่งก็คือว่า ต้องลดจุด Limit ที่สุดของมัน ในที่นี้ก็เป็นเรื่องของเครือข่ายอินเตอร์เนต ในการใช้เทคโนโลยีสอนทางไกล"รศ.ต่อตระกูล
ช่องทางการสื่อสารอีกอย่างที่เข้าถึงสมาชิกแต่ละรายได้ง่าย และสะดวกรวดเร็ว คือเวบบอร์ด "เวบบอร์ดจะเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะเราถือว่าวิศวกรเรามีอยู่ทั่วประเทศ และเราถือว่าเป็นเครื่องมือที่จะเข้าตรงไปได้ถึงด้านนโยบายการดำเนินการต่างๆ จริงๆผมเข้าไปตลอดในเวบ ของ ว.ส.ท. เดือนมกราคมนี้ผมจะเรียกประชุมคนที่เข้าเวบบอร์ด ใน Website ของว.ส.ท.ซึ่งจะมีกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาบ่อยๆ ผมจะเชิญประชุมและเชิญมาเลี้ยง ขอให้ทำต่อไปและมาช่วยกันคิดว่าจะทำอะไรได้บ้าง "รศ.ต่อตระกูล
ส่วนการระดมและจัดสรรรายได้ของ ว.ส.ท.รศ.ต่อตระกูลวว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด หาผู้ที่ถนัดด้านธุรกิจมาดูแล ขณะนี้ ว.ส.ท.เป็นสมาคมที่มีตึกใหญ่โต มาจากการสร้างสมเป็นเวลา 60 ปี กรรมการชุดปัจจุบันก็สะดวกสบายมากขึ้นจากความพร้อมด้านสถานที่
ข้อเสนอแนะอื่นๆเกี่ยวกับวงการวิศวกรไทยรศ.ต่อตระกูลให้ความเห็นเกี่ยวกับ ทรัพย์สินทางปัญญา วิศวกรเป็นนักคิด ความคิดนี้นำไปสู่สิทธิบัตร หรือเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเป็นเงินได้ หากมีการเผยแพร่ว่า ประเทศไทยมีสิ่งที่ต้องการแต่ยังไม่มีผู้คิด และต่างชาติก็ไม่คิดให้ ตัวอย่างเช่นซอฟท์แวร์เขียนแบบที่ทำโดยคนไทย อาจจะมีผู้ทำได้มากกว่าหนึ่ง และอย่างน้อยต้องมีสิทธิบัตร
วิสัยทัศน์ที่มีอยู่เดิมจะนำมาสานต่อ เน้นมากๆคือการขยายฐาน ขยายการร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ รวมพลังทำให้เป็นผลเด่นชัดกับรัฐบาลและประชาชนมากขึ้น คือสิ่งที่ นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ปีพ.ศ.2547-2548 ได้ยืนยันไว้ ที่ผ่านมาอาจด้วยรูปแบบการทำงานของวิชาชีพวิศวกร ทำให้ไม่มีบทบาทต่อประชาชนมากนัก "สมาคมวิชาชีพอื่นๆ มีบทบาทมาก พวกกลุ่มแพทย์เข้มแข็งมาก ทนายความก็เป็นประโยชน์ต่อสังคมมาก กลุ่มวิศวกรมีจำนวนมาก และมีพลังมาก แต่สถาปนิกมีคนน้อยแต่เขามีประโยชน์ต่อสังคมมาก ทนายความจะใกล้ชิดกับประชาชน แพทย์ก็จะใกล้ชิดกับประชาชนมาก วิศวกรโดยอาชีพไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับประชาชน ใกล้ชิดกับนายทุนและรัฐบาล เป็นผู้รับใช้ผู้ใหญ่ ผมคิดว่าเราจะต้องไปใกล้ชิดกับประชาชนให้มาก"รศ.ต่อตระกูลกล่าวทิ้งท้าย
เพราะผลงานทางวิศวกรรมมีความสำคัญทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค หากความสัมพันธ์ระหว่างเหล่าวิศวกรกับหน่วยทางสังคมในทุกระดับถูกสร้างขึ้น อาจนำไปสู่ความเข้าใจอันดีระหว่างกัน หรือได้รับผลสะท้อนกลับที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป
ที่มา : Engineering Today ปีที่ 2 ฉบับที่ 13 มกราคม 2547