กพอ. จัดประชุมครั้งที่ 8/2562 เร่งการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท/ปี พร้อมเปิดตัวบริการ EEC One Stop Service ปลายสิงหานี้


กพอ. จัดประชุมครั้งที่ 8/2562 เร่งการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท/ปี พร้อมเปิดตัวบริการ EEC One Stop Service ปลายสิงหานี้

กรุงเทพฯ – 5 สิงหาคม 2562 : การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 8/2562 โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ได้พิจารณา และรับทราบความคืบหน้าขั้นตอนการดำเนินงานโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

1. ความก้าวหน้าการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

สืบเนื่องจาก กพอ. ครั้งนี้ (8/2562) เป็นการประชุม ภายหลังการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เป็นครั้งแรก สกพอ. จึงได้รายงานความเป็นมา ความก้าวหน้าด้านต่างๆ ของ EEC ที่ผ่านมา และแนวทางการดำเนินงานต่อไป เพื่อส่งเสริมการพัฒนาให้ EEC ก้าวสู่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเอเชีย โดยแบ่งเป็น 4 นโยบายหลัก ดังนี้

1.) เร่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี

1.1 เร่งรัดการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท/ปี
• กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนา 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
• ให้บริการ One Stop Service โดย EEC OSS จะเปิดตัวปลายเดือนสิงหาคม

1.2 ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับเพื่อนบ้านและเอเชีย ลดต้นทุน Logistics ด้วยความเชื่อมโยงขนส่งทางกายภาพและระบบข้อมูลทันที)
• คณะทำงานจัดระบบเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ( ECC ประเทศไทย – CLMV เอเชีย)

1.3 จัดการเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรม และนวัตกรรมดิจิทัล EECd และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเพื่อรองรับการลงทุนวิจัย และนวัตกรรม EECi ให้เป็นรูปธรรม
• ดำเนินการ PPP กับโครงการ EECd /ให้เป็นเมืองอัจฉริยะตัวอย่างและจุดดำเนินการ 5G
• ประสานภาคเอกชนให้เตรียมใช้บริการจาก EECi ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

กพอ. จัดประชุมครั้งที่ 8/2562 เร่งการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท/ปี

2.) เร่งการยกระดับพื้นฐานด้านสังคม

2.1 การศึกษาเพื่อสนองตอบความต้องการภาคการผลิตและบริการ
• ผลักดัน Demand Driven โดยร่วมกับกระทรวงแรงงาน ทำงาน retrain ระยะสั้นให้กับผู้ที่จะการศึกษา และผู้ทำงานในโรงงานให้ตรงกับเทคโนโลยีใหม่
• ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดัน อาชีวศึกษาตาม สัตหีบโมเดล และ ดึงเอกชนมาร่วมมือเต็มที่
• ผลักดันมหาวิทยาลัยให้ปรับตัวเพื่อผลิตบุคคากรที่จบแล้วมีงานทำ มีรายได้สูง

2.2 การสาธารณสุข ให้เป็นตัวอย่างกับกลุ่มประเทศอื่นๆ
• ปรับระบบสาธารณสุขพื้นฐาน โดยร่วมมือกับเอกชน ในการลงทุนเพื่อให้บริการร่วมกับภาครัฐ /จัดวางระบบ ศูนย์เฉพาะเชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ครบถ้วน
• เพิ่มการลงทุน Medical Hub กับเอกชนชั้นนำทั่วโลก โดยเฉพาะด้าน Precision Medicine

3.) ยกระดับปัจจัยพื้นฐานเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

3.1 จัดทำผังเมืองจังหวัดทั้ง 3 จังหวัด ต่อจากผังการใช้ที่ดิน
3.2 ดำเนินงานตามแผนสิ่งแวดล้อมที่วางไว้ และจัดระบบนำ Circular economy
3.3 จัดทำฐานข้อมูลความเป็นอยู่ของประชาชน ด้านความเท่าเทียมกัน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ เพื่อพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้น
3.4 วางแผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

4.) การสร้างความมีส่วนร่วม

4.1 กองทุน EEC เพื่อการทำงานร่วมกับชุมชน รร. รพ. และประชาชน
4.2 การทำงานร่วมกับ พรรคการเมือง รัฐสภา รัฐบาลท้องถิ่นและสื่อมวลชนในพื้นที่

2. (ร่าง) แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และ (ร่าง) แผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค

กพอ. เห็นชอบ (ร่าง) แผนผังการใช้ประโยขน์ที่ดิน และ(ร่าง) แผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญดังนี้

การจัดทำแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้วางแผนรองรับการพัฒนาพื้นที่ในอนาคตในระยะ 20 ปี (2560 – 2580) ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มีพื้นที่ 8,291,250 ไร่ โดยในปี 2560 มีประชากร 4,015,168 คน และคาดว่าในปี 2580 จะเพิ่มเป็น 6,006,380 คน
แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้กำหนดให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่างๆ ให้มีความเหมาะสมตามศักยภาพและบทบาทของพื้นที่ พร้อมพัฒนา ระบบโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภครองรับการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และเชื่อมโยงการพัฒนาเมืองและชนบทให้มีความเหมาะสมคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยแบ่งพื้นที่พัฒนาออกเป็น 4 กลุ่ม 11 ประเภท ได้แก่

  1. พื้นที่พัฒนาเมือง ประกอบด้วย ที่ดินประเภทศูนย์กลางพาณิชยกรรม ที่ดินประเภทชุมชนเมือง ที่ดินประเภทรองรับการพัฒนาเมือง และที่ดินประเภทเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ
  2. พื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม ประกอบด้วย ที่ดินประเภทเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่ออุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และที่ดินประเภทพัฒนาอุตสาหกรรม
  3. พื้นที่พัฒนาเกษตรกรรม ประกอบด้วย ที่ดินประเภทชุมชนชนบท ที่ดินประเภทส่งเสริมเกษตรกรรม และที่ดินประเภทที่พระราชกฤษฏีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน
  4. พื้นที่อนุรักษ์พื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้ ที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อการรักษาสภาพแวดล้อม

สำหรับ (ร่าง) แผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค กรมโยธาธิการฯ ได้ดำเนินการจัดทำแผนผังฯ จาก 8 ระบบ เป็น 5 แผนผัง และ 1 มาตรการ ประกอบด้วย

  1. แผนผังระบบสาธารณูปโภค ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และระบบควบคุมมลภาวะ ส่งเสริมระบบการควบคุมและขจัดมลภาวะที่ไม่ส่งผลต่อชุมชนใกล้เคียง
  2. แผนผังระบบคมนาคมและขนส่ง รองรับความต้องการการเดินทางและการขนส่งสินค้าในอีอีซี ในอนาคตอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ
  3. แผนผังระบบการตั้งถิ่นฐานและภูมิสังคม เพื่อแสดงบริเวณที่ตั้งถิ่นฐาน ชุมชนดั้งเดิม ย่านชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพิเศษ พร้อมสร้างสมดุลชุมชนเมืองและชนบท คู่กับอนุรักษ์ย่านชุมชนที่มีคุณค่า
  4. แผนผังระบบบริหารจัดการน้ำ รองรับความต้องการน้ำอย่างทั่วถึงเหมาะสมเพียงพอ พัฒนาระบบระบายน้ำ ป้องกันและบรรเทาอุทกภัยที่เหมาะกับสภาพพื้นที่
  5.  แผนผังระบบป้องกันอุบัติภัย เพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุบัติภัยจากสารเคมี และวัตถุอันตรายจากการจัดเก็บ ผลิต และการขนส่ง
  6. มาตรการระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การประกอบอุตสาหกรรมเป้าหมาย อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษและการประกอบกิจการพิเศษ บริหารจัดการขยะ ของเสีย พลังงาน ป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม และบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูง

การจัดทำผังการใช้พื้นที่ของ EEC

1. สาเหตุที่ต้องจัดทำผังการใช้พื้นที่

1) เดิมเป็นผังเมืองจังหวัด จัดทำคนละเวลา ไม่มีความเชื่อมโยงกันทั้งพื้นที่
2) เมื่อมีแผนการพัฒนาพื้นที่ร่วม 3 จังหวัด ในรูปของ อีอีซี ต้องเตรียมการให้การใช้พื้นที่สอดคล้องกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยลดผลกระทบการใช้พื้นที่แบบตัวใครตัวมัน นั่นคือจัดทำผังการใช้พื้นที่ เพื่อนำไปสู่การทำผังเมืองทั้ง 3 เมืองในอนาคต

2. ใช้ พรบ. เป็นกรอบการดำเนินการ

พรบ. อีอีซี ให้ดำเนินการโดยคำถึงถึง ความเชื่อมโยงของระบบต่าง ตามหลักวิชาผังเมือง และให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ของประชาชน

1) ม. 29: จัดทำนโยบายและแผนภาพรวม ให้ยึดหลัก คุ้มครอง เคารพ เยียวยา (กพอ. เห็นชอบ 10 สิงหาคม 2561)
2) ม.30: สกพอ.ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองจัดทำแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน และแผนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี โดยให้แผนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ประกอบด้วย 8 ระบบ (กพอ.เห็นชอบหลักการ 23 มกราคม 2562) โดย
• คำนึงถึงความสัมพันธ์กับชุมชน สุขภาวะของประชาชน สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศ
• ให้สร้างความรับรู้ที่ถูกต้องกับประชาชนในพื้นที่ รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะ..เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย
3) ม.31: ให้ดำเนินการตามหลักวิชาผังเมือง
4) ม.32: แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตาม ม.30 เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก กพอ. และ ครม.อนุมัติแล้ว
• ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง จัดทำผังเมืองขึ้นใหม่ ให้สอดคล้องกับแผนผังดังกล่าว (ดำเนินการต่อ)
• ในระหว่างที่การจัดทำผังเมืองใหม่ให้ใช้ แผนผังที่ครม.อนุมัติเป็นผังเมืองรวมตามกฎหมาย

EEC

3. การดำเนินการ

1) ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ทุกมาตรา
2) มีการรับฟังความเห็นเรื่องผังการใช้พื้นที่รวม 40 ครั้ง ( 25 ครั้งอย่างเป็นทางการครอบคลุมทุกอำเภอ และ การชี้แจงไม่เป็นทางการรวม 15 ครั้ง)

EEC

EEC

4. ผลสรุปสำคัญ

การทำงานได้ยึดหลักการเพื่อประโยชน์ของประชาชนในอนาคตเป็นสำคัญ
1. ปกป้องพื้นที่ป่า (ไม่ให้พื้นที่ป่าเปลี่ยนแปลง หรือลดลงใน 20 ปี)
2. ลดผลกระทบระหว่างการพัฒนากับสิ่งแวดล้อมด้วยการจัดพื้นที่โล่งเพื่อรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (+2.93% 13,577 ไร่)
3. ยกระดับพื้นที่ชุมชุมชนบท (-8.13% 673,743 ไร่) ให้เป็นชุมชนเมือง (+3.37% 279,008 ไร่)และ พื้นที่อุตสาหกรรม (+1.99 % 165,085 ไร่)

EEC

5. การดำเนินการต่อไป

• นำผังการใช้ที่ดิน ไปจัดทำ ผังเมืองทั้ง 3 จังหวัด