ยูโอบี จับมือเดอะ ฟินแล็บ จัดโครงการ Smart Business Transformation ครั้งแรกในประเทศไทย เลือกเฟ้น 15 SME ไทย พัฒนาสู่ธุรกิจดิจิทัล


ยูโอบี จับมือเดอะ ฟินแล็บ จัดโครงการ Smart Business Transformation ครั้งแรกในประเทศไทย เลือกเฟ้น 15 SME ไทย พัฒนาสู่ธุรกิจดิจิทัล

กรุงเทพ : ธนาคารยูโอบี (ประเทศไทย) และเดอะ ฟินแล็บ โชว์ผลงานการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ดิจิทัลของ SME ไทย 15 บริษัท ในโครงการ Smart Business Transformation ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนจากองค์กรพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

ภายใต้โครงการดังกล่าว SME ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ และเทคโนโลยีทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทบทวนรูปแบบธุรกิจของตนเอง วิเคราะห์หาโอกาสเพื่อพัฒนาและกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลในระยะยาว รวมถึงประเมินและประยุกต์ใช้โซลูชั่นนำร่องที่เดอะ ฟินแล็บคัดสรรมาจากกว่า 350 แอพพลิเคชั่น

โครงการ Smart Business Transformation เป็นโครงการที่ธนาคารยูโอบีตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะช่วยติดอาวุธและทักษะ SME ไทย ให้สามารถเติบโตได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และยังตระหนักถึงบทบาทหลักของธนาคารยูโอบี ที่จะต้องดำเนินการให้สอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ SME ไทยนำนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้พัฒนาธุรกิจและสร้างเครือข่ายในการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ

ปิยพร รัตน์ประสาทพร
ปิยพร รัตน์ประสาทพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่พาณิชย์ธุรกิจ ธนาคารยูโอบี (ประเทศไทย)

ปิยพร รัตน์ประสาทพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่พาณิชย์ธุรกิจ ธนาคารยูโอบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ธนาคารยูโอบี มี Innovation Hub ซึ่งมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะเสนอแนะโซลูชั่นต่อ SME พร้อมทั้งให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ SME หากต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ โดยมี FDI (Foreign Direct Investment) ซึ่งมีเครือข่ายระดับโลก ใน 19 ประเทศและเขตการปกครอง ทั้งในเอเชียแปซิฟิก ยุโรป และอเมริกาเหนือที่ช่วยเหลือ SME ได้

เฟลิกซ์ ตัน

เฟลิกซ์ ตัน หัวหน้ากลุ่มงานร่วม เดอะ ฟินแล็บ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่เลือกทำโครงการ Smart Business Transformation ในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพ อีกทั้งรัฐบาลมีเป้าหมายให้ประเทศขับเคลื่อนสู่นโยบาย Thailand 4.0 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจาก 36% ในปีพ.ศ.2561 ได้ถึง 50% ภายในปีพ.ศ. 2568 สิงคโปร์จึงเห็นไทยเป็นศูนย์กลางทางนวัตกรรมของสิงคโปร์

การที่จะพลิกโฉมธุรกิจสู่ดิจิทัลได้ ผู้ประกอบการ SME ไทยจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการ คือ 1)เปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง 2)มีศักยภาพ และ3)มีความตั้งใจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ซึ่ง SME ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับประโยชน์ คือ ธุรกิจเติบโตขึ้น การเข้าสู่ตลาดใหม่ และค้นพบความต้องการใหม่ๆ ตลอดจนสร้างเครือข่าย เรียนรู้จากผู้ที่ทำธุรกิจแวดวงเดียวกัน

SME สามารถเลือกใช้โซลูชันเพื่อจัดการความท้าทายต่าง ๆ ที่ประสบปัญหาอยู่ เช่น วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อรู้ใจลูกค้ามากขึ้น การทำตลาดโดยใช้ดิจิทัลช่วยในการเข้าถึงลูกค้า เพิ่มยอดขาย และสร้างวิธีการปรับปรุงประสิทธิภาพผ่านการปรับกระบวนการธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจที่ทางเดอะ ฟินแล็บได้จัดทำไปก่อนหน้านี้และพบว่า SME ในประเทศไทยระบุว่ากลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโต 2 อันดับแรก คือ การรุกตลาดใหม่ 54% และการใช้การตลาดระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มยอดขาย 51%

“ผู้ประกอบการ SME 15 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Smart Business Transformation มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงธุรกิจ ทั้งยังเปิดกว้างต่อแนวคิด และโซลูชันใหม่ๆ ซึ่งจากความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ได้รับไม่เพียงแต่จะสามารถต่อยอดการปรับเปลี่ยนธุรกิจเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งพร้อมรับมือต่อความท้าทายในอนาคต นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจและทิศทางธุรกิจ SME ของประเทศไทย” เฟลิกซ์ ตัน กล่าว

2 ตัวอย่าง SME ที่ประสบความสำเร็จจากการเข้าร่วมโครงการ Smart Business Transformation

ในบรรดาผู้ประกอบการ SME 15 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Smart Business Transformation มี 2 บริษัทที่ประสบความสำเร็จและต้องการแชร์ประสบการณ์ในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ระบบดิจิทัล เพื่อประโยชน์สำหรับ SME ไทย เริ่มจาก บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด แบรนด์ผู้ค้าส่งและค้าปลีกเครื่องแต่งกายกีฬาชื่อดัง และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลิตชุดแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทยและเมียนมา ดำเนินธุรกิจ 5 ปี เป็นอีกหนึ่ง SME ที่ประสบความสำเร็จในการเข้าร่วมโครงการ โดยวอริกซ์ได้ทำงานกับ Boostorder ผู้ให้บริการโซลูชันอีคอมเมิร์ซจากประเทศมาเลเชีย เป็นผู้พัฒนาระบบงานขายผ่านช่องทางออนไลน์

วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล
วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด

วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เพิ่งเริ่มต้นที่จะศึกษาและนำเทคโนโลยี Digital Marketing มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญการขาย สิ่งที่ได้คือ ข้อมูลที่อัพเดท ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ในเชิงดิจิทัลมาเพิ่มยอดขาย โดยใช้เงินลงทุนด้านเทคโนโลยี 25 ล้านบาท ทำ Data Mining ซอฟต์แวร์ และ Digital Infrastructure ให้ลูกค้า ซึ่งช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น การจัดการสต็อกดีขึ้น และยอดขายดีขึ้น ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้น

โดยฟินแล๊บได้แนะนำ Boostorder ผู้พัฒนาโซลูชั่นในการปรับกระบวนการหลักและช่องทางการจัดจำหน่ายให้เป็นดิจิทัล ซึ่งดำเนินธุรกิจนี้เกิน 3 ปี นำเทคโนโลยี SaaS ( Software-as-a-service) ซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจแบบ B2B และ e-commerce ที่ครอบคลุมหลายช่องทาง โดยแบรนด์และผู้จัดจำหน่ายสินค้าสามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มยอดขายออนไลน์ พร้อมทำงานร่วมกับวอริกซ์ในการพัฒนาอินเตอร์เฟซแบบ Front-facing ซึ่งจะช่วยให้วอริกซ์สามารถจัดการกับพนักงาน เจ้าหน้าที่ขายและผู้เกี่ยวข้องคนสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สูงขึ้น ด้วยโซลูชั่นของ Boostorder วอริกซ์ยังสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้าจากจุดทัชพอยท์รวมถึงตลาดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ท่ามกลางลูกค้าที่แตกต่างกันออกไปได้

ขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาแพลตฟอร์มแบบธุรกิจสู่ธุรกิจสู่ผู้บริโภค (B2B2C) สำหรับบรรดาผู้จัดจำหน่ายในการขายผลิตภัณฑ์และเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการให้แก่ผู้ค้าปลีก เพื่อเป็นอาวุธในการรับมือยุค Disrupt Technology เพื่อหาลูกค้าโดยตรง (Direct Customer) ปัจจุบันบริษัทฯ มียอดขาย 700-800 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าแพลตฟอร์มแบบ B2B2C ทำให้ยอดขายต่างประเทศ เช่น ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ มียอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่าไทยหลายเท่า จากเดิมซึ่งน้อยมาก

นอกจากนี้วอริกซ์ยังใช้โซลูชั่นด้าน e-commerce ของแอนชันโตให้ธุรกิจสามารถบริหารกิจกรรมทางการขายบนหลากหลายช่องทาง โดยแอนชันโต จะทำงานร่วมกับวอริกซ์ในการพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้วอริกซ์สามารถบริหารจัดการยอดขายออนไลน์ทั้งหมดบนแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาดจากกิจกรรมการขายของวอริกซ์ลง เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตของยอดขายออนไลน์ 15% ภายในสิ้นปีนี้

“โครงการ Smart Business Transformation ช่วยให้บริษัทฯ พัฒนาโครงสร้างการบริหารและปรับขนาดธุรกิจ ได้เรียนรู้ความสำคัญของการสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจให้โตอย่างมั่งคงและยั่งยืน” วิศัลย์ กล่าว

ส่วนบริษัท เอ็ม.ซี.ซี. อินดัสเทรียล นิว 1999 จำกัด (เอ็ม.ซี.ซี 4×4 แอคเซสซอรี่) บริษัทยานยนต์ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตอุปกรณ์ประดับยนต์ สำหรับรถยนต์ออฟโร้ดขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยเน้นส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์สูงถึง 90% จึงต้องมี Trade Solution โดยปัจจุบันได้เปิดศูนย์กระจายสินค้าที่ออสเตรเลีย ทั้งนี้บริษัทฯ ได้วางแผนใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และรวบรวมองค์ความรู้ทางธุรกิจตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพื่อสร้างความยั่งยืนในการดำเนินงาน

ชนกพร ศิระนานนท์

ชนกพร ศิระนานนท์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ บริษัท เอ็ม.ซี.ซี. อินดัสเทรียล นิว 1999 จำกัด ผู้บริหารเจนเนอเรชั่นที่ 2 กล่าวว่า ข้อมูลมีความสำคัญมากในการวิเคราะห์ฐานลูกค้า จึงนำโชลูชัน Workforce ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทไทย มาใช้ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อให้เข้าใจ Framework ในการทำงานว่าจะต้องใช้ Technology Solution ใดที่บ้างจะตอบโจทย์ Pain Point ของธุรกิจได้ จากการเข้าร่วมโครงการ 3 เดือนที่ผ่านมา โครงการฯ สามารถตอบโจทย์ มีการเก็บข้อมูลในการส่งสินค้าให้ลูกค้า พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการให้มีประสิทธิภาพ และมีแนวคิดที่จะพัฒนา Platform ช่วยลดขั้นตอนการทำงานจาก 1 ถึง 10 เหลือเพียง 1 ถึง 5 ทำให้ส่งสินค้าได้ Delivery และเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับทักษะการจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) และสามารถนำโซลูชันทางดิจิทัลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“โครงการ Smart Business Transformation ช่วยให้เราสามารถขับเคลื่อนความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสำคัญมากสำหรับเราในฐานะธุรกิจครอบครัวที่ต้องการขยายธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ตอนนี้เรามีความมั่นใจมากขึ้นที่จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และได้เริ่มนำโซลูชันมาใช้ในการทำงานกับบริษัทคู่ค้าต่าง ๆ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ชนกพร กล่าว