สถาบันยานยนต์ ร่วมกับ รี้ด เทรดเด็กซ์ จัดงาน “Automotive Summit 2019”


สถาบันยานยนต์ ร่วมกับ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด จัดงาน “Automotive Summit 2019” ภายใต้แนวคิด “Smart Mobility Driving Tomorrow’s Society” สู่การผลิตแห่งอนาคต ในงาน Manufacturing Expo 2019 ระหว่างวันที่ 19-20 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

สถาบันยานยนต์ ร่วมกับ รี้ด เทรดเด็กซ์ จัดงาน “Automotive Summit 2019”

อดิศักดิ์ โรหิตะศุน กรรมการสถาบันยานยนต์ ผู้ทำการแทนผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 มียอดการผลิตเติบโตจาก 1.95 ล้านคัน ในปี พ.ศ. 2560 เป็น 2.16 ล้านคัน ในปี พ.ศ. 2561 โดยแบ่งเป็นการจำหน่ายในประเทศ 1.05 ล้านคัน และส่งออก 1.1 ล้านคัน ซึ่งในปี พ.ศ. 2562 คาดว่ายอดการผลิตโดยรวมจะใกล้เคียงกับปี พ.ศ. 256ที่ประมาณ 2.2 ล้านคัน ซึ่งแบ่งเป็นการจำหน่ายในประเทศ 1.1 ล้านคัน และมีปริมาณการส่งออก 1.1 ล้านคันเช่นกัน โดยในช่วง 4 เดือนของปี พ.ศ.2562 ตั้งแต่เดือนมกราคม- เมษายน2562 ได้มีการผลิตไปแล้วประมาณ 711,700 คัน ซึ่งมีปริมาณการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี พ.ศ. 2561สูงกว่า 5.52% โดยจำหน่ายในประเทศประมาณ 349,600 คัน เติบโตขึ้น 10.5%

สำหรับปริมาณการส่งออก 4 เดือนที่ผ่านมารวม 367,000 คัน ลดลง 0.25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี พ.ศ. 2561 สาเหตุจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย มีผลกระทบค่อนข้างมาก นอกจากนี้ปัญหาสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ อาจจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มเติมจากมาตรการ Safeguard ภายใต้มาตรา 232 ตามกฎหมายความมั่นคง ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าจะประกาศผลเร็วๆ นี้ รวมทั้งจากความตกลง USMCA (United States-Mexico-Canada Agreement) ที่มาแทน NAFTA (North America Free Trade Agreement) จะมีผลใช้บังคับในต้นปี พ.ศ. 2563 มีการกำหนดเงื่อนไข Local Content เข้มงวดขึ้นจาก 60.62.5% เป็น 75% โดยภาคอุตสาหกรรมชิ้นยานยนต์ไทยอยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมกับเร่งหามาตรการรับมืออย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ผู้ประกอบการไทยสูญเสียโอกาสทางการค้าที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือxEV) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี พ.ศ. 2560 ยอดผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รวม 8,900 คัน เพิ่มเป็น 25,200 คันในปี พ.ศ. 2561สำหรับในปี พ.ศ. 2562 นี้คาดว่ายอดการผลิตจะเติบโตถึง 36,000 คัน และในปี พ.ศ. 2563 ยอดผลิตจะมากกว่า 50,000 คัน

อดิศักดิ์ โรหิตะศุน กรรมการสถาบันยานยนต์ ผู้ทำการแทนผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์

ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์เร่งปรับตัวรับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า

อดิศักดิ์ กล่าวว่าขณะนี้ผู้ประกอบการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยได้มีการปรับตัวเตรียมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อป้อนสู่ตลาดรับ Smart Mobility การผลิตยานยนต์เพื่ออนาคตมากขึ้น โดยปัจจุบันมีค่ายรถที่ได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI รวม 9 ราย แบ่งออกเป็น รถไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle : HEV) 4 ราย, รถปลั๊กอิน ไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle : PHEV) 4 ราย และยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle : BEV) 1 ราย โดยทั้งหมดมีกำลังการผลิตรวมประมาณปีละ 500,000 คัน ด้วยมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 54,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีค่ายรถยนต์ที่รอการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตรถไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ หรือ BEV อีก 7 ราย และการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีผู้ได้รับการส่งเสริมฯ แล้ว 5 ราย คาดว่าจะเริ่มต้นทำการผลิตได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 นี้เป็นต้นไป

ส่วนเรื่องการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้านั้นในปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมาได้มีการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าไปแล้วกว่า 400 แห่ง และแผนการสร้างมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์สมัยใหม่ ในเบื้องต้นสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ เช่น มาตรฐานเต้ารับ เต้าเสียบ และที่อยู่ระหว่างการจัดทำ คือ มาตรฐานตู้ชาร์จ และมาตรฐานแบตเตอรี่ และอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดมาตรฐานอื่น ๆ เพื่อให้ครอบคลุมยานยนต์สมัยใหม่ นอกจากนี้มีการสร้างศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของอาเซียน ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณพื้นที่เดียวกับ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยภายในศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของอาเซียนนี้จะมีการใช้ทดสอบสมรรถนะของแบตเตอรี่ ทดสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ และมีห้องทดสอบนิรภัยที่สามารถรองรับการลุกไหม้ หรือการระเบิดของแบตเตอรี่จากการทดสอบได้อีกด้วย คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2563

ปัญหาและข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยต่อภาครัฐ

สำหรับปัญหาที่ทางผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยในการปรับตัวสู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้านั้นต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลพัฒนาและส่งเสริมให้ยานยนต์ไฟฟ้าของไทยทัดเทียมกับประเทศเจ้าตลาดยานยนต์ไฟฟ้าอย่างประเทศจีนอย่างเร่งด่วนคือความชัดเจนของนโยบายการส่งเสริมภาครัฐจึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเพราะกลุ่มผู้ประกอบการที่สำคัญที่จะได้รับผลกระทบสูงจากการเปลี่ยนแปลงสู่ยานยนต์ไฟฟ้า คือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องอาศัยชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงกว่าชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ไทยมีความชำนาญและดำเนินการผลิตอยู่ในปัจจุบัน, เรื่องราคาแบตเตอรี่ที่ยังมีราคาค่อนข้างสูงมาก, ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตแบตเตอรี่ของประเทศไทยมีน้อยควรมีการวางนโยบายการพัฒนาบุคลากรรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ยานยนต์แห่งอนาคตอย่างเป็นระบบ หรือควรนำผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ด้านแบตเตอรี่เข้ามาถ่ายทอดความรู้ในกระบวนการผลิตแบตเตอรี่ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและเหมาะสมให้ได้มาตรฐาน ราคาที่ถูกลง ใช้งานด้วยสมรรถนะที่ยอมรับในตลาดการค้า

งาน “Automotive Summit 2019” พร้อมแล้ว 19-20 มิ.ย.นี้

สถาบันยานยนต์ ได้จับมือกับ รี้ด เทรดเด็กซ์ ในการร่วมกันจัดงาน “Automotive Summit 2019” ภายใต้แนวคิด “Smart Mobility Driving Tomorrow’s Society” สู่การผลิตแห่งอนาคต ในงาน Manufacturing Expo 2019ระหว่างวันที่ 19-20 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนาเพื่อเป็นเวทีสำหรับผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่รถยนต์สี่ล้อ แต่รวมถึงพาหนะอื่น ๆ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน เครื่องบิน และเรือ ได้มีโอกาสในการศึกษาความรู้ใหม่ๆจากผู้ประกอบการที่นำสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้ามาร่วมจัดแสดงภายในงานจากผู้ประกอบการไทย ผู้ประกอบการในประเทศอาเซียน ในเอเชียและในยุโรปที่จะมาร่วมงาน อีกทั้งจะเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่างๆร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่าง ๆ ที่มาถ่ายทอดให้ฟัง ไม่ใช่แค่รู้ว่ายานยนต์สมัยใหม่นั้นดีอย่างไร มีชิ้นส่วนอะไรบ้าง แต่ลงลึกเลยว่าขั้นตอนการพัฒนาของแต่ละส่วนนั้นคืออะไร ทำไมบางเทคโนโลยีต้องปรับเฉพาะสายการผลิตบางส่วน และบางเทคโนโลยีต้องเปลี่ยนทั้งหมด รวมถึงเรื่องของการนำเทคโนโลยีดิจิทัล IoT ( Internet of Things) เข้ามาใช้ในสายการผลิต, ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่จำเป็นสำหรับเพิ่มผลผลิต ทำงานที่ต้องการความละเอียดซ้ำ ๆ ได้ดีกว่าคน เช่น ระบบ Cruise Control ระบบเบรกอัตโนมัติ ระบบควบคุมการเปิดประตูได้จากระยะไกล และยานยนต์ไร้คนขับที่ควบคุมด้วย AI เป็นต้น

งาน “Automotive Summit 2019”

ไฮไลท์ในงาน “Automotive Summit 2019” เทคโนโลยี Material ใหม่ๆ -เทรนด์ด้านระบบ AI อัตโนมัติ

สุทธิศักดิ์ วิลานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด กล่าวว่า งาน Automotive Summit 2019”ภายใต้แนวคิด “Smart Mobility Driving Tomorrow’s Society” สู่การผลิตแห่งอนาคต เป็นส่วนหนึ่งของงาน Manufacturing Expo 2019 โดยเป็นงานมหกรรมเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตและอุตสาหกรรมสนับสนุนระดับอาเซียน ซึ่งมผู้ประกอบการทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศประมาณ 85,000 คน จาก 2,400 แบรนด์ชั้นนำ จาก 46 ประเทศ เข้าร่วมออกบูธจัดแสดงภายในงานดังกล่าว เช่น เทคโนโลยี Material ใหม่ๆ น้ำหนักเบา แบตเตอรี่ เซ็นเซอร์ เทรนด์ด้านระบบ AI อัตโนมัติที่ช่วยเพิ่มคุณภาพ ลดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้มีการจัดสัมมนาที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยียานยนต์และแนวโน้มการพัฒนา รวมถึงกฎระเบียบ มาตรฐานและการทดสอบ ตลอดจนข้อมูลอุตสาหกรรม จากหน่วยงานด้านนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้บริหาร ผู้นำธุรกิจและผู้ผลิต โดยหัวข้อสำคัญในงานสัมมนา Automotive Summit 2019 นี้เน้นไปที่เทคโนโลยี ACES (Autonomous, Connected, Electric, Shared) เช่น Low Carbon Vehicle Technology, CAV Technology & Shared Mobility, Smart Mobility Driving Tomorrow’s Society มีการอัพเดทเทคโนโลยีการทดสอบและมาตรฐานกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยุโรป และอาเซียน ที่สำคัญได้รับเกียรติจาก ดร.พสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมกล่าวปาฐากถาพิเศษเรื่อง “How Next Generation Mobility will Change the Thailand Automotive Industry?” และคาดมีการเจรจาจับคู่การค้าภายในงานไม่น้อยกว่า 100 คู่สัญญา