งานเมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ ครั้งที่ 9 เน้นอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพในอนาคต รองรับความท้าทายในทศวรรษหน้า


งานเมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์

กรุงเทพฯ : งานเมดิคอลแฟร์ไทยแลนด์ ครั้งที่ 9 เปิดฉากแล้ว ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการไบเทค โดยมีนายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนในการเน้นย้ำไปที่ความท้าทายและวัตถุประสงค์ด้านการดูแลสุขภาพในระดับภูมิภาคที่ถูกกำหนดไว้โดยรัฐบาลไทยและผู้เชี่ยวชายในอุตสาหกรรมการแพทย์ โดยงานแสดงสินค้าครั้งนี้เป็นแหล่งจัดหาและสร้างเครือข่ายชั้นนำเพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมและการดูแลสุขภาพตามที่มีการพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ถือว่าอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในการลงทุนและการพัฒนาต่อไปในอนาคต

นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพของประเทศไทย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การจัดงานเมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ เป็นงานที่ใหญ่ที่สุด โดยมีบริษัทมากกว่า 60 บริษัท โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 60 จากปี 2560 ซึ่งครอบคลุมทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นส่วนของอุปกรณ์การแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรค

“จากการร่วมมือของบริษัทไทยหลายแห่ง แสดงให้เห็นว่าการแสดงสินค้ามีความสำคัญอย่างมาก เป็นก้าวสำคัญไปเพื่อสู่ตลาดทั้งในประเทศและในภูมิภาค รวมถึงได้แสดงความสามารถของคนไทยด้วย” นายแพทย์ประพนธ์ กล่าว

ด้าน ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า การจัดงานเมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ โดยสนช. มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมนวัตกรรมในประเทศไทยและช่วยนักพัฒนาธุรกิจด้านนวัตกรรมจำนวนมากให้บรรลุเป้าหมายของตนด้วยบริการ เช่น โครงการบ่มเพาะ การเร่งอัตราการเติบโตสำหรับส่งเสริมศักยภาพด้านนวัตกรรม รวมถึงกองทุนต่างๆ สนช.ยังช่วยให้นักประดิษฐ์ไทยได้รับการยอมรับจากนานชาติ เพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และการเติบโตของตลาดในประเทศและภูมิภาค สนช. จะจัดแสดงสินค้าที่กำลังเป็นเทรนด์ที่ร้อนแรงที่สุดด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เช่น การพิมพ์ขาเทียม 3 มิติ, Wearable Technology และ Telemedicine และอีกส่วนหน่วยงานที่เข้าร่วมกับสนช. คือศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) นำเสนอภาคส่วนด้านชีววิทยาศาสตร์ที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งและกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์และสุขภาพ (MEDIC) โดยจะรวมถึงผู้ผลิตน้ำยางรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งได้แก่บริษัท ศรีตรัง โกลฟส์ ดร.พันธุ์อาจ กล่าว

อุปกรณ์การแพทย์และสุขภาพ

กนกพร ดำรงกุล ผู้แทนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) กล่าวว่า TCEB ได้ให้การสนับสนุนงานครั้งนี้ ในการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ธุรกิจ MICE เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทย ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ MICE เข้ามาในประเทศถึง 1.25 ล้านคน ในปี พ.ศ.2561 ก่อให้เกิดเงินเข้าประเทศ 9.5 หมื่นล้านบาท โดยการแสดงสินค้าในครั้งนี้ มีจำนวน 1,000 ราย จาก 60 ประเทศ และแสดงผลิตภัณฑ์มากกว่า 10,000 รายการ ซึ่งครอบคลุมไปถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพที่เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาด้านการแพทย์ อุปกรณ์วินิจฉัยโรค ระบบการเฝ้าระวังผู้ป่วย วัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ และโซลูชั่นสำหรับการดูแลสุขภาพแบบดิจิตอลในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้งานแสดงสินค้าจะนำเสนอพาวิเลียนระดับนานาชาติและกลุ่มประเทศ 21 ประเทศ รวมถึงประเทศ บราซิล เดนมาร์ก ฮ่องกง อินโดนีเซียและอิสราเอล ที่พึ่งเข้าร่วม

มร.แกรน๊อต ริงลิ่ง กรรมการผู้จัดการบริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย จำกัด (Messe Düsseldorf Asia) กล่าวว่า ภาคธุรกิจการแพทย์และการดูแลสุขภาพของไทยมีขนาดเติบโตขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้านความซับซ้อนที่มากขึ้นและมีขนาดใหญ่ ในระยะเวลาสองทศวรรษ Messe Düsseldorf Asia เติบโตเป็นอย่างมากและมีความภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนเล็กๆ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพในประเทศไทย โดยการจัดงานครั้งแรกมีผู้ร่วมแสดงสินค้าเพียง 177 รายเท่านั้น และปัจจุบันได้เพิ่มมากถึงจำนวน 1,000 ราย ทำให้ให้การจัดนิทรรศการครั้งนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยจัดมา

ธุรกิจการแพทย์และการดูแลสุขภาพ

“เราหวังว่าจะได้รับการต้อนรับผู้เข้าชมงานจำนวน 12,000 คน จากหลายภาคส่วนในธุรกิจการแพทย์และการดูแลสุขภาพ ซึ่งร้อยละ 40 จากต่างชาติ และสิ่งพิสูจน์ว่าเรามีความสนใจและมีภาพลักษณ์ดึงดูดต่อนานาชาติในการจัดนิทรรศการแสดงสินค้า งานแสดงสินค้าครั้งจะร่วมต้อนรับตัวแทนจากต่างประเทศ ประกอบด้วยตัวแทนจากประเทศอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น พม่า ไต้หวันและเวียดนาม อีกทั้งหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป้นตัวแทนจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชน องค์กรและหน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพต่างๆ อีกด้วย” มร.แกรน๊อต ริงลิ่ง กล่าว