คณะวิศวฯ มหิดล ร่วมกับ NIA จัดแข่ง Global HealthTech Hackathon Challenges 2019


คณะวิศวฯ มหิดล ร่วมกับ NIA จัดแข่ง Global HealthTech Hackathon Challenges 2019,

ความก้าวหน้าของเฮลท์เทค (HealthTech) เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันและสุขภาพยุค Disruption ทั้งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลมุ่งสนับสนุนรับเทรนด์เติบโตของตลาดโลก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม รองรับสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยในปี 2020 คาดว่ามูลค่าเฮลท์เทค ในตลาดโลกจะสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

Global HealthTech Hackathon Challenges 2019

สำหรับประเทศไทย ตลาดส่งออกและนำเข้า มีมูลค่าปีละกว่า 1.6 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังขาดบุคลากรสตาร์ทอัพด้านนี้อีกมาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ Royal Academy of Engineering แห่งประเทศอังกฤษ จัดแข่งสุดยอดไอเดียเฮลท์เทค Global HealthTech Hackathon Challenges 2019 ณ ศูนย์บ่มเพาะและพัฒนานวัตกรรม (Innogineer Studio) โดยมีผู้สมัครแข่งขันกว่า 200 คน

มณฑา ไก่หิรัญ

มณฑา ไก่หิรัญ ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรม ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า NIA มุ่งผลักดันประเทศไทยให้เป็น ชาติแห่งสตาร์ทอัพ หรือ Startup Nation โดยมีกรุงเทพมหานครเป็น Global Startup Hub แห่งภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันนิวยอร์คเป็นศูนย์กลางการเงินและสตาร์ทอัพของโลก สำหรับประเทศไทย ในปี 2018 มีสตาร์ทอัพเกิดใหม่จดทะเบียนจำนวน 1,700 ราย ในระบบของ Startupthailand.com ในการส่งเสริมสตาร์ทอัพเฮลท์เทค ในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) NIA มีเป้าหมายจะพัฒนาผ่านกิจกรรมการบ่มเพาะและเร่งสร้าง โดยจะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเครือข่ายด้านการแพทย์และสุขภาพเพื่อพัฒนาต่อยอดธุรกิจจากงานวิจัยระดับเชิงลึก ยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพอย่างยั่งยืน

สำหรับความร่วมมือจัด Global HealthTech Hackathon 2019 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเฟ้นหาและคัดเลือกแนวคิดธุรกิจด้านการแพทย์และสุขภาพที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะสตาร์ทอัพการแพทย์และสุขภาพ

จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์

ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เฮลท์เทคเป็นความท้าทายสู่การเปลี่ยนแปลงโลก เพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยการนำเทคโนโลยี DeepTech ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และอื่น ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะในรูปแบบ ดาต้าเบส ที่เข้ามาช่วยคิดวิเคราะห์ข้อมูลการรักษา หรือระบบการจัดการทางการแพทย์ เครื่องมือทางการแพทย์ การบริการคนไข้และการเพิ่มประสิทธิภาพห้องทดลอง เป็นต้น

“วันนี้โลกแห่งการดูแลสุขภาพนั้นเปลี่ยนไปชัดเจน อย่างแรก คือ เปลี่ยนจากดูแลสุขภาพแบบพบหมอเมื่อเจ็บป่วย มาเป็นการดูแลสุขภาพต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสำหรับการวินิจฉัยและการรักษาในการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ซึ่งเป็นแนวคิดการดูแลรักษาโรคให้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น โดยวิเคราะห์ถึงดีเอ็นเอ ปัจจัยแวดล้อมและพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโรค ตัวอย่างเช่น ระบบการติดตามด้วยเซนเซอร์วัดสถิติร่างกาย ประเภทอุปกรณ์นับจำนวนก้าว ระยะเวลาการนอน ซึ่งขณะนี้มีผู้ใช้งานมากกว่าล้านคนทั่วโลกตามจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่เติบโตขึ้น เซ็นเซอร์ที่ต้องตรวจผ่านเลือด ได้แก่ ระบบวัดระดับกลูโคส ระบบวัดอัตราการเต้นหัวใจ วัดออกซิเจน ซึ่งอำนวยความสะดวกให้คนไม่ต้องเจาะเลือด แถมยังเชื่อมกับแอพพลิเคชั่นได้” ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว

ยุคเฮลท์เทคของวงการสุขภาพได้มาถึงแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น คือ ประเทศไทยควรทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนาเพื่อนำประโยชน์จากเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และหากไทยสามารถรับรองผลการวิจัยได้เลยภายในประเทศ ก็จะเป็นการลดประหยัดต้นทุนผู้ผลิต ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเฮลท์เทค และตอบสนองต่อการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของอาเซียน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีงานวิจัยที่นำ Deep Tech AI มาใช้ในการพัฒนา การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) มี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. อุปกรณ์สวมใส่หรือเซนเซอร์ที่ติดตามร่างกาย เสื้อผ้าต่าง ๆ ที่สามารถวัดสัญญาณของระดับประสาท กล้ามเนื้อหัวใจ หรือระบบวัดระดับกลูโคส ผ่านสมาร์ทโฟนและเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นได้ 2. การนำข้อมูลต่างๆมาใช้ในการรักษา เช่น การรักษาโรคออทิสติกด้วยระบบซอฟต์แวร์ ร่วมกับระบบเทรนนิ่ง ตลอดจนหุ่นยนต์ผ่าตัด ซึ่งใช้เทคโนโลยีเอไอมาวางแผน 3. อุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาในเรื่องซอฟต์แวร์ เฉกเช่นเดียวกับผู้นำที่ผลิตเครื่องมือแพทย์รายใหญ่ของโลก คือ สหรัฐอเมริกา, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร

เคตะ โอโน่

ดร. เคตะ โอโน่ ผู้อำนวยการศูนย์บ่มเพาะและพัฒนานวัตกรรม (Innogineer Studio) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า Hackathon เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการระดมไอเดียแก้ปัญหาและวิเคราะห์ทำความเข้าใจถึงปัญหา เพื่อค้นหาสุดยอดนวัตกรรมใหม่ งาน Global HealthTech Hackathon Challenges 2019 เป็นเวทีแข่งขันประชันไอเดียกันสดๆ ภายในระยะเวลาที่กำหนด 3 วัน 2 คืน โดย ว่าที่สตาร์ทอัพหน้าใหม่จะได้รับโจทย์ ได้ฟูมฟักไอเดีย ฝึกทักษะการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย เรียนรู้เทคนิคการออกแบบ ทั้งมี Mentors วิทยากรให้ความรู้ และเพิ่มประสบการณ์ จุดเด่นของ Hackathon ในครั้งนี้คือ ได้ลงพื้นที่พบแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ เช่น รพ. ศิริราช , รพ. รามาธิบดี , ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก และนำเสนอ Business Pitching ทีมใดมีความคมเข้มในศักยภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถแก้ปัญหาได้ มีความอดทนและบริหารเวลาได้ดีก็มิสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล มี 3 รางวัล และ NIA จะคัดเลือก 10 ทีม ที่มีศักยภาพมาบ่มเพาะเพื่อต่อยอดเป็นสตาร์ทอัพต่อไป

สำหรับผลการแข่งขันมี 3 ทีม ที่ได้รับรางวัล ได้แก่ อันดับ 1 ทีม Selfin ผลงาน Marketplace for ADHD Children, อันดับ 2 ทีม The Blank ผลงาน AI Pathology และอันดับ 3 ทีม Health U ผลงาน Health U Application นอกจากนี้ NIA จะคัดเลือก 10 ทีม ที่มีศักยภาพมาบ่มเพาะเพื่อต่อยอดเป็นสตาร์ทอัพต่อไป